องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป

"สภาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป" หรือ Conseil Européen pour la Recherche Nucléaire (European Council for Nuclear Research) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่อ CERN

ออร์กานีซาซียง อูโรแปน
ปูร์ ลา เรอแชร์ นูเกฺลแยร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก เซิร์น)
องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป
European Organization
for Nuclear Research
Organisation Européenne
pour la Recherche Nucléaire
ออร์กานีซาซียง อูโรแปน
ปูร์ ลา เรอแชร์ นูเกฺลแยร์

ประเทศสมาชิก
อักษรย่อ CERN
ก่อตั้ง 29 กันยายน พ.ศ. 2497[1]
ประเภท ห้องปฏิบัติการทางฟิสิกส์อนุภาค
สำนักงานใหญ่ เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์
สถานที่ตั้ง พรมแดนสวิสและฝรั่งเศส
สมาชิกสภาพ 20 ประเทศสมาชิก และ 8 ประเทศสังเกตการณ์
ภาษาทางการ ฝรั่งเศส
ผู้จัดการทั่วไป รอล์ฟ-ดีเทอ ฮอยเออร์
เว็บไซต์
ชื่อเดิม สภาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป

องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (อังกฤษ: European Organization for Nuclear Research; CERN; ฝรั่งเศส: Organisation européenne pour la recherche nucléaire) เรียกโดยทั่วไปว่า "เซิร์น" เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2497 โดยมีประเทศสมาชิกก่อตั้ง 12 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

เมื่อแรกก่อตั้ง เซิร์น มีชื่อว่า "สภาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป" หรือ Conseil Européen pour la Recherche Nucléaire (European Council for Nuclear Research) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อย่อ CERN

บทบาทหลักของเซิร์นคือ การจัดเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่นๆที่จำเป็นต่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เซิร์นเป็นสถานที่ทำการทดลองมากมายที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ สำนักงานหลักที่เขตเมแร็ง มีศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง และเนื่องจากจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยในสถานที่อื่นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ได้ จึงต้องมีฮับสำหรับข่ายงานบริเวณกว้างอีกด้วย

ในฐานะที่เป็นองค์การระหว่างประเทศ สถานที่ของเซิร์นจึงไม่อยู่ภายใต้อำนาจทางกฎหมายของทั้งสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ใน พ.ศ. 2551 เซิร์นได้รับยอดบริจาคจากประเทศสมาชิกรวมแล้ว 1 พันล้านฟรังก์สวิส[2]

สำนักงานใหญ่ของเซิร์น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเจนีวา ใกล้กับชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 3000 คน

ปัจจุบัน เซิร์นกำลังติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider - LHC) ภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวง 27 กิโลเมตร มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินของประเทศฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การติดตั้งจะแล้วเสร็จและเริ่มการทดลองภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551

 

[แก้] ผู้พัฒนาเวิลด์ไวด์เว็บ

เว็บเซิร์ฟเวอร์เครื่องแรกของโลก

นักวิจัยของเซิร์น เป็นผู้พัฒนาเวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web, WWW) ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยเว็บเพจแรกของโลก ดึงข้อมูลมาจากเว็บเซิร์ฟเวอร์ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของเซิร์น เมื่อ พ.ศ. 2534

[แก้] ประเทศสมาชิก

ประเทศสมาชิกของเซิร์นใน พ.ศ. 2551
  ประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง
  ประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมภายหลัง
แผนที่ภาพเคลื่อนไหวแสดงการเปลี่ยนแปลงในสมาชิกภาพของเซิร์นตั้งแต่ พ.ศ. 2497 จนถึง พ.ศ. 2542(borders as of 1989 and 2008)
ประเทศสมาชิก (สีน้ำเงิน) และประเทศผู้สังเกตการณ์ (สีแดง: สหรัฐอเมริกา, อิสราเอล, ตุรกี, ญี่ปุ่น, อินเดีย และรัสเซีย) as of 2008

ประเทศผู้ลงนามก่อตั้งเซิร์นเมื่อ พ.ศ. 2497 มี 12 ประเทศ ได้แก่

ประเทศผู้ก่อตั้งทุกประเทศยังคงเป็นสมาชิกของเซิร์น (เมื่อ พ.ศ. 2551) ยกเว้นยูโกสลาเวียที่ถอนตัวออกเมื่อ พ.ศ. 2504 และไม่กลับมาเข้าร่วมอีกเลย

นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง เซิร์นได้รับประเทศอื่นๆเข้าเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมหลังการก่อตั้งนี้ยังคงเป็นสมาชิกอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้าร่วม ยกเว้นสเปนที่เข้าร่วมเมื่อ พ.ศ. 2504 แล้วถอนตัวออกไปในอีก 8 ปีถัดมา และกลับมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2526 ประวัติสมาชิกภาพของประเทศต่างๆเป็นดังนี้:

  • ธงของประเทศออสเตรีย ออสเตรีย เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2502 ทำให้เซิร์นมีประเทศสมาชิกในขณะนั้นทั้งหมด 13 ประเทศ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 กระทรวงวิทยาศาสตร์และการวิจัยของออสเตรียได้ตัดสินใจและประกาศว่าจะยกเลิกสมาชิกภาพและถอนตัวออกจากเซิร์นในสิ้นปี พ.ศ. 2553 แต่ประกาศนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภาแห่งออสเตรีย[3]
  • Flag of SFR Yugoslavia.svg ยูโกสลาเวีย ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2504 (สมาชิก 12 ประเทศ)
  • ธงของประเทศสเปน สเปน เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2504 (ทำให้จำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 13 ประเทศอีกครั้ง) ต่อมาถอนตัวเมื่อ พ.ศ. 2512 (สมาชิก 12 ประเทศ) และกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งเมื่อ พ.ศ. 2526 (สมาชิก 13 ประเทศ)
  • ธงของสาธารณรัฐโปรตุเกส โปรตุเกส เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2528 (สมาชิก 14 ประเทศ)
  • ธงของประเทศฟินแลนด์ ฟินแลนด์ เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2534
  • ธงของประเทศโปแลนด์ โปแลนด์ เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2534 (พร้อมกับฟินแลนด์ ทำให้จำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 16 ประเทศ)
  • ธงของประเทศฮังการี ฮังการี เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2535 (สมาชิก 17 ประเทศ)
  • ธงของสาธารณรัฐเช็ก สาธารณรัฐเช็ก เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2536
  • ธงของประเทศสโลวาเกีย สโลวาเกีย เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2536 (พร้อมกับสาธารณรัฐเชค ทำให้จำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 19 ประเทศ)
  • ธงของประเทศบัลแกเรีย บัลแกเรีย เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2542 (สมาชิก 20 ประเทศ)
  • ธงของประเทศมาซิโดเนีย มาซิโดเนีย เข้าเป็นสมาชิกเมื่อ พ.ศ. 2552 (สมาชิก 21 ประเทศ)

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 20 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 18 ประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ ยังมีอีก 6 ประเทศและองค์การระหว่างประเทศอีก 2 องค์การที่อยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ได้แก่

[แก้] อ้างอิง

เซิร์น: สถานที่ที่เวิลด์ไวด์เว็บถือกำเนิดขึ้น

เออร์โกโนมิกส์ (Ergonomics)

posted on 16 Jul 2012 10:18 by 549500011

 

 

 

เออร์โกโนมิกส์ (Ergonomics)

เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของการออกแบบอุปกรณ์ให้มีความปลอดภัย และสะดวกสบายต่อการใช้งานของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น สาขาหนึ่งของเออร์โกโนมิกส์ จะว่าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยหลีกเลี่ยวการก่อให้เกิดการเจ็บป่วยต่อกล้ามเนื้อหรือกระดูก เป็นต้น ในปัจจุบันจะพบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบเออร์โกโนมิกส์มากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้ตระหนักถึงโรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ จึงนิยมใช้อุปกรณ์ประเภทนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

งานวิจัย

posted on 27 May 2012 11:04 by 549500011

                                                 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน

        บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

       บทคัดย่อ

            การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของ พนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จังหวัดระยอง ปี พ.ศ.2554 จำแนกตาม อายุ ระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ อย่างง่าย(Simple Random Sampling) จำนวน 30 คนคิดเป็นร้อยละ 100 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ คะแนนฉลี่ย (X) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) กาทดสอบค่าที (t-test) และ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (One-way ANOVA)

              ผลการวิจัยพบว่า

 1. แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของ พนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จังหวัดระยอง โดยรวมมีแรงจูงใจอยู่ในระดับมาก

            2. เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของ พนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จังหวัดระยอง โดยจำแนกตามตัวแปร ดังนี้

                2.1 เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของ พนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) จังหวัดระยองอายุ ระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

 

                2.2 เมืองจึงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโดยรวม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน จากข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ พบว่าสถานประกอบการต่างๆ ได้ปิดกิจการ หรือลดกำลังการผลิต การลดจำนวนลูกจ้างโดยการเลิกจ้าง คนตกงานมากขึ้น(เข้าถึง ณรงค์

เพ็ชรประเสริฐ ได้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 จาก http://www.thaingo.org/prboard _ 1/)    

         จากวิกฤตการณ์ ดังกล่าวบริษัท ไออาร์พีซี ซึ่งตั้งอยู่ จังหวัดระยอง เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2521 เป็นผู้ผลิต  เม็ดพลาสติก ชนิด โพลีเอทธิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำและความหนาแน่นสูง เพื่อจำหน่ายในปี 2525 และได้ขยายสายการผลิตผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชนิดต่างๆเพิ่มขึ้น เช่น โพลี

โพรพิลีน เอบีเอส โพลีสไตรีน เป็นต้น รวมทั้งขยายโรงงาน สำหรับการผลิต น้ำมัน น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน สารตัวทำละลาย และ สร้างสาธารณูปโภค พื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจร ต่อมาบริษัทฯประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน หลังจากการลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 บริษัทฯ เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2543

          ในภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว บริษัทฯ จึงต้องเร่งสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานให้กับพนักงานบริษัทฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทำให้เกิดความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน เป็นความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อการทำงานในทางบวกเป็นความสุขของบุคคลที่เกิดจากการปฏิบัติงานและส่งผลให้บุคคลเกิดความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่นที่จะทำงาน มีขวัญและกำลังใจ ซึ่งมีผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการทำงาน รวมทั้งส่งผลต่อความสำเร็จและเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร

          การแก้ไขปัญหาแรงจูงใจนั้น ไม่สามารถทำได้ง่ายนัก หากผู้บริหารได้เข้าใจแรงจูงใจแล้วก็สามารถจะเข้าใจพฤติกรรมของบุคลากรซึ่งจะมีผลต่อการแก้ไขและส่งเสริมให้บุคคลากรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ(Nadler&Lawyer,1977,pp.26-38) โดยทั่วไปแล้วแรงจูงใจมักจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการเลือกของแต่ละบุคคล ต่อกิจกรรมต่างๆ หรืออาจกล่าวได้ว่าแรงจูงใจเป็นผลของการแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแน่วแน่ และย่อมจะแสดงพฤติกรรมนั้นต่อไปเรื่อยๆ(Campbell,1970,p.340) ตามความหมายนัยข้างต้น แรงจูงใจมักรวมไปถึงแรงขับ (Drive) ความต้องการ (Need) แรงกระตุ้น (Incentive) รางวัล (Reward) แรงเสริม (Reinforcement) การตั้งเป้าหมาย(Goal setting) ความคาดหวัง (Expectancy) และความชอบ (Like) เอาไว้ทั้งหมด (Frasher,1980,p.26)

         แรงจูงใจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมว่า “ทำไม” คนเราจึงมีพฤติกรรมอย่างนั้น แรงจูงใจอาจเป็นสิ่งเร้าทำให้เกิดการแสดงพฤติกรรมหรือเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของบุคคล แรงจูงใจจึงมีนัยหนึ่งเป็นความต้องการที่ทำให้เกิดแรงผลักดันในการแสดงออกซึ่งพฤติกรรม ดังนั้นแรงจูงใจกับความต้องการจึงสามารถใช้แทนกันได้ (Wanous&Zwany,1977,pp.78-97) เฮอร์ซเบอร์ก, บุสเนอร์ และไนเดอร์แมน (Herzberg Bausners&Snyderman,1959 อ้างถึงใน ศิริวรรณ  เสรีรัตน์และคณะ,2542,หน้า66) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการทำงาน โดยใช้ทฤษฎี 2 องค์ประกอบของเฮอร์ซเบอร์ก (Herzberg ,s two factor theory) หรือที่มีชื่อเรียกว่า การจูงใจโดยใช้ทฤษฎี 2 ปัจจัย (motivation maintenance theory, dual factor theory) หรือ (motivation –hygiene theory) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงความพึงพอใจและไม่พึงพอใจในการทำงาน ได้สรุปว่ามีปัจจัยสำคัญ 2 ประเภทนี้สัมพันธ์กับความชอบหรือไม่ชอบงานของแต่ละบุคคล ปัจจัยดังกล่าว เฮอร์ซเบอร์กเรียกว่าปัจจัยจูงใจ (motivator factor) และปัจจัยค้ำจุน (maintenance factor) หรือที่เรียกอีกอย่างว่าปัจจัยสุขอนามัย (hygiene factor)

           จากสภาพดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ ในการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้พนักงาน เพื่อพัฒนาคุณภาพในการทำงานต่อไป

           ณรงค์  เพ็ชรประเสริฐ Challenge Thailand 2010 ตอนที่สามเป็นการสัมภาษณ์ รศ. ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้ได้พูดถึงสถานการณ์การเมืองหลังพันธมิตรฯ บุกทำเนียบรัฐบาล, ความแตกต่างระหว่างทุนนิยมชนิดต่างๆ, เศรษฐศาสตร์การเมืองคืออะไร และอนาคตของประเทศไทยจากมุมมองของนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ได้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 จาก http://www.thaingo.org/prboard _ 1/)  

  •             วิจิตร  ศรีสอ้าน www.pbru.ac.th

 ได้กล่าวว่า การบริหารงานบุคคลมีอยู่ 2 ระบบ คือระบบอุปถัมภ์( Patronage system ) และระบบคุณธรรม ( Merit system )

         อำนวย   แสงสว่าง ( 2546, หน้า 72 ) แรงจูงใจหมายถึง แรงภายใน หรือกระบวนการที่พลังงานทั้งหลายเป็นสิ่งชี้นำพฤติกรรม หรือการจูงใจเป็นพลังที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรม  โดยพลังของการจูงใจจะปรากฎขึ้นต่อเมื่อบุคคลถูกกระตุ้นในอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะชอบทำหรือไม่ชอบทำก็ตาม ในสภาพการณ์ที่กำหนดไว้  

              สายัณห์   ตากมัจฉา ( 2546, หน้า 17 ) ได้ให้ความหมายของแรงจูงใจไว้ว่า แรงจูงใจ หมายถึง พฤติกรรมในตัวของบุคคลซึ่งถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้า ให้แสดงพฤติกรรม ความสามารถหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมา เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ แรงจูงใจจะมีทั้งแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจภายนอก  บุคคลที่มีแรงจูงใจภายในจะมีความสุขในการกระทำสิ่งต่างๆ เพราะมีความพึงพอใจโดยตัวของเขาเองไม่ได้หวังรางวัลหรือคำชม ส่วนบุคคลที่มีแรงจูงใจภายนอก จะทำอะไรต้องได้รับการยอมรับจากผู้อื่น หวังรางวัลหรือผลตอบแทน

เมื่อใดก็ตามที่บุคคลมีแรงจูงใจ บุคคลจะมีพลังมากพอที่จะนำตนเองไปสู่เป้าหมายอย่างมีทิศทางที่ชัดเจน และมีการธำรงไว้ให้กิจกรรมนั้นยังคงอยู่ต่อไป

                           Steers and Porter (1991) Motivation and work behavior

An academic directory and search engine ... YEAR: 1991 PUB TYPE: Book (ISBN 007060956X ) VOLUME/EDITION:

www.getcited.org/pub/102878618 · Cached page

                  ไพน์เดอร์ ( Pinder, 1984, pp.84) ) กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะของบุคคลที่ถูกกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมไปยังจุดหมายปลายทาง www.getcited.org/pub/100245015 ·

 

                                     Pinder (1984) Work motivation: Theory, issues, and applications

An academic directory and search engine ... YEAR: 1984 PUB TYPE: Book (ISBN 0673157997 [pbk])

www.getcited.org/pub

 

NANOTECHNOLOGY

posted on 25 May 2012 05:15 by 549500011

นาโนเทคโนโลยี

นาโนเทคโนโลยี (อังกฤษ: Nanotechnology) คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการ การสร้างหรือการวิเคราะห์ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับนาโนเมตร(ประมาณ 1-100 นาโนเมตร) รวมถึงการออกแบบหรือการประดิษฐ์เครื่องมือเพื่อใช้สร้างหรือวิเคราะห์วัสดุในระดับที่เล็กมากๆ เช่น การจัดอะตอมและโมเลกุลในตำแหน่งที่ต้องการได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ส่งผลให้โครงสร้างของวัสดุหรืออุปกรณ์มีคุณสมบัติพิเศษขึ้นไม่ว่าทางด้านฟิสิกส์ เคมี หรือชีวภาพ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

นาโนศาสตร์ (Nanoscience) คือ วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา วัสดุ อินทรีย์ อนินทรีย์ และรวมไปถึงสารชีวโมเลกุล ที่มีโครงสร้างสามมิติ ยาว กว้าง สูง ด้านใดด้านหนึ่งอยู่ระหว่าง 1-100 นาโนเมตร โดยวัสดุชนิดใดก็ตาม ถ้ามีมิติทั้งสามเล็กกว่า 100 นาโนเมตร วัสดุชนิดนั้นก็จะถูกเรียกว่า สาม-ดี วัสดุนาโน (3-D nanomaterial) ถ้ามีแค่ สอง หรือ หนึ่งมิติ ที่เล็กกว่า 100 นาโนเมตร ก็จะถูกเรียกว่าวัสดุ สอง-ดี (2-D) และ หนึ่ง-ดี (1-D) ตามลำดับ คุณสมบัติของวัสดุนาโนจะแตกต่างจากวัสดุขนาดใหญ่ (bulk materials) ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติ ทางฟิสิกส์ เคมี และชีวภาพ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว ดังนั้นถ้าพูดถึง นาโนศาสตร์ ก็จะเป็นการสร้างหรือศึกษาวัสดุที่มีโครงสร้างในระดับนาโนเมตร โดยผลลัพย์ที่ได้ก็คือ จะได้วัสดุชนิดใหม่หรือรู้คุณสมบัติที่แตกต่าง และน่าสนใจ โดยคุณสมบัติเหล่านั้นจะถูกอธิบายด้วยทฤษีทางควอนตัม (quantum theory)

 

ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman) เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นคนแรกที่แสดงความเห็นถึงความเป็นไปได้ และแนวโน้มของนาโนเทคโนโลยี ในการบรรยายเรื่อง “There’s plenty of room at the bottom” ที่สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502) โดยการแสดงความเห็นถึงความเป็นไปได้ และโอกาสของประโยชน์ที่จะได้จากการจัดการในระดับอะตอม

ปี ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517) ศาสตราจารย์ โนริโอะ ทานิกูชิ (Norio Taniguchi) แห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โตเกียวเป็นคนแรกที่เริ่มใช้คำว่า “Nanotechnology” [1]

ประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยี

ความหวังที่จะฝ่าวิกฤติปัจจุบันของมนุษยชาติจากนาโนเทคโนโลยีมีดังนี้

  1. พบทางออกที่จะได้ใช้พลังงานราคาถูกและสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  2. มีน้ำที่สะอาดเพียงพอสำหรับทุกคนในโลก
  3. ทำให้มนุษย์สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนกว่าเดิม (มนุษย์อาจมีอายุเฉลี่ยถึง 200 ปี)
  4. สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างพอเพียงกับประชากรโลก
  5. เพิ่มศักยภาพในการติดต่อสื่อสารของผู้คนทั้งโลกอย่างทั่วถึง ทัดเทียม และพอเพียง
  6. เพิ่มศักยภาพในการสำรวจอวกาศมากขึ้น

สาขาย่อยของนาโนเทคโนโลยี

คาร์บอนนาโนทูบ ในโครงสร้างสามมิติ

  1. นาโนอิเล็กทรอนิกส์ (Nanoelectronics)
  2. นาโนเทคโนโลยีชีวภาพ (Bionanotechnology)
  3. นาโนเซนเซอร์ (Nanosensor)
  4. การแพทย์นาโน (Nanomedicine)
  5. ท่อนาโน (Nanotube)
  6. นาโนมอเตอร์ (Nanomotor)
  7. โรงงานนาโน (Nanofactory)

[แก้] ตัวอย่างผลงานจากนาโนเทคโนโลยี

  • คอนกรีตชนิดหนึ่งใช้เทคโนโลยีนาโน ใช้ Biochemical ทำปฏิกิริยาย่อยสลายกับมลภาวะที่เกิดจากรถยนต์ เช่น ไนโตรเจนไดออกไซด์ ในประเทศอังกฤษได้เริ่มมีการใช้เทคโนโลยีนี้ในการสร้างถนนและอุโมงค์ต่างๆ เพื่อลดมลภาวะบนท้องถนน และขณะเดียวกันเทคโนโลยีนาโน ทำให้อนุภาคคอนกรีตมีขนาดเล็กมาก ฝุ่น และแบคทีเรีย ไม่สามารถฝังตัวในเนื้อคอนกรีตได้ ทำให้อาคารที่ใช้คอนกรีตชนิดนี้ ดูใหม่เสมอ และยังคงไม่สะสมเชื้อโรค
  • เสื้อนาโน ด้วยการฝัง อนุภาคนาโนเงิน (silver nanoparticle) ทำให้เกิดปฏิกิริยากับการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
  • ไม้เทนนิสนาโน ผสม ท่อคาร์บอนนาโน เป็นตัวเสริมแรง ทำให้แข็งแรงขึ้น (อ่าน วัสดุผสม)

อ้างอิง

  1. ^ N. Taniguchi, "On the Basic Concept of 'Nano-Technology'," Proc. Intl. Conf. Prod. Eng. Tokyo, Part II, Japan Society of Precision Engineering, 1974

ดูเพิ่ม

แหล่งข้อมูลอื่น

สาขาวิชาสำคัญด้านเทคโนโลยี

   

วิทยาศาสตร์ประยุกต์

การสะสมพลังงานเกษตรศาสตร์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เทคโนโลยีนิวเคลียร์เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมนาโนเทคโนโลยีประมงศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์พลังงานฟิสิกส์วิศวกรรมไมโครเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์วิศวกรรมเซรามิกวิศวกรรมทัศนศาสตร์สัตวศาสตร์อิเล็กทรอนิกส์

   

สารสนเทศ และ การสื่อสาร

การรู้จำคำพูดเทคโนโลยีดนตรีเทคโนโลยีทางสายตาการสื่อสารเรขภาพ

   

อุตสาหกรรม

การก่อสร้างการเงินเชิงคอมพิวเตอร์การทำเหมืองแร่การประมงการผลิตเครื่องกล

   

การทหาร

เทคโนโลยีและอุปกรณ์การทหารนาวิกวิศวกรรมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนระเบิด

   

คหกรรมศาสตร์

เครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีการศึกษาเทคโนโลยีในบ้านเทคโนโลยีอาหาร

   

วิศวกรรมศาสตร์

วิศวกรรมต่อเรือวัสดุศาสตร์วิศวกรรมก่อสร้างวิศวกรรมเกษตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์วิศวกรรมเคมีวิศวกรรมเครื่องกลวิศวกรรมโครงสร้างวิศวกรรมชีวเคมีวิศวกรรมชีวเวชวิศวกรรมชีวะวิศวกรรมซอฟต์แวร์วิศวกรรมเซรามิกวิศวกรรมนิวเคลียร์วิศวกรรมเนื้อเยื่อวิศวกรรมประมงวิศวกรรมปิโตรเลียมวิศวกรรมไฟฟ้าวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์วิศวกรรมเหมืองแร่วิศวกรรมโยธาวิศวกรรมสำรวจวิศวกรรมระบบควบคุมวิศวกรรมโลหการวิศวกรรมสถาปัตย์วิศวกรรมสารสนเทศวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมวิศวกรรมสิ่งทอวิศวกรรมการบินและอวกาศยานวิศวกรรมอาหารวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์วิศวกรรมอุตสาหการอติสีตศาสตร์วิศวกรรมอัตโนมัติ

   

สุขภาพ และ ความปลอดภัย

เคมีสารสนเทศศาสตร์ชีวสารสนเทศศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพเภสัชวิทยาวิทยาศาสตร์สุขภาพวิศวกรรมความปลอดด้านอัคคีภัยวิศวกรรมความปลอดภัยวิศวกรรมชีวการแพทย์วิศวกรรมสุขาภิบาล

   

การขนส่ง

การขนส่งเครื่องยนต์เทคโนโลยีอวกาศวิศวกรรมทางทะเลวิศวกรรมการบินและอวกาศยานอวกาศยาน

Video Conference

posted on 25 May 2012 04:08 by 549500011

   VDO Conference 

   ความหมายของ VDO Conference คือ การประชุมกันโดยมองเห็นกันด้วยวิธีการทางเทคโนโลยีการ

สื่อสารโดยไม่ต้องมาพบกันจริงๆโดยการประชุมกันนั้นอาจเป็นรูปแบบการประชุมกันของกลุ่มบุคคล

ในสถานที่ต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วย ทำให้ไม่ต้อง

เดินทางไม่เสียเวลาไม่เสียค่าใช้จ่ายอื่นๆหลายอย่างเช่นค่าที่พักค่าสถานที่ฯลฯในด้านการศึกษาคง

หมายถึงการศึกษาผ่านระบบการสื่อสารทำให้ผู้เรียนไม่ต้องเดินทางเข้ามาที่สถานศึกษาผู้สอนไม่ต้อง

ตระเวนไปสอนในสถานที่ต่างๆเพียงจัดเตรียมสถานที่ในพื้นที่ที่ต้องการและเตรียมอุปกรณ์สำหรับการ

สื่อสารและแสดงภาพ เมื่อระบบเริ่มทำงาน ผู้เรียนในสถานที่ต่างๆ จะเรียนไปพร้อมๆ กัน เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ภาคอีสานภาคตะวันออกภาคตะวันตกภาคกลางและสามารถสอบถามหรือโต้ตอบกันโดยใช้ระบบ

สื่อสารที่มีจะเห็นได้ว่าประหยัดและได้ประโยชน์อย่างยิ่งเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความ

สามารถได้อย่างกว้างขวาง

รู้จักกับ Video Conference
   การประชุมทางไกล (Videoconferencing) เป็นเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่งของความร่วมมือองค์กร
ในการใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารระยะไกล ที่ลดเวลา ลดต้นทุนงบประมาณ การสื่อสารในปัจจุบัน

ช่วยให้การดำเนินชีวิตคนเรามีความสะดวก สบายมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ที่มีเครือข่าย

อยู่ทั่วประเทศสามารถประชุมกันได้ โดยไม่ต้องมาเข้าห้องประชุมที่เดียวกัน

ความหมาย
การประชุมทางไกล (Videoconference) คือ การนำเทคโนโลยีสาขาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องโทรทัศน์
และระบบสื่อสารโทรคมนาคมผสมผสานเป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมอยู่กันคนละสถานที่ไม่จำกัด

ระยะทางสามารถประชุมร่วมกันและมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้การส่งข้อความและภาพสามารถส่งได้ทั้ง

ทางสายโทรศัพท์ คลื่นไมโครเวฟ สายไฟเบอร์ออฟติกของระบบเครือข่ายและการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยการบีบอัดภาพเสียงและข้อความกราฟิกต่างๆไปยังสถานที่ประชุมต่างๆทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถ

เห็นภาพและข้อความต่างๆ เพื่ออภิปรายร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนในการประชุมให้มีประสิทธิภาพ

 

ความสำคัญ
Video conference หรือการประชุมทางไกล ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนหรือกลุ่ม คน ซึ่งอยู่กันคนละสถานที่
สามารถติดต่อกันได้ทั้งภาพและเสียง โดย ผ่านทางจอภาพซึ่งอาจเป็นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ผู้ชมที่ฝั่งหนึ่งจะเห็นภาพของอีกฝั่งหนึ่งปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ของตัวเองและภาพของตัวเองก็จะไป

ปรากฏยังโทรทัศน์ของฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกันคุณภาพของภาพและเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับความเร็วของช่องทางสื่อสารที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างทั้งสองฝั่งอุปกรณ์ที่ต้องมีในระบบประชุมทางไกลนี้ก็ได้แก่จอโทรทัศน์

หรือคอมพิวเตอร์, ลำโพง, ไมโครโฟน, กล้อง และอุปกรณ์ Code ซึ่งเป็นตัวเข้ารหัส สัญญาณภาพและ                                         เสียงที่ได้จากกล้องและไมโครโฟน ส่งผ่านเส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่งรวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้รับ มาอีกฝั่งให้กลับเป็นสัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอและลำโพงนั่นเองเส้นทางสื่อสารขนาด 384 Kbps ขึ้นไปก็สามารถให้คุณภาพภาพในระดับที่ยอมรับได้ โดยอาจใช้ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ISDN หรือ

 ATM เป็นต้นข้อดีของการประชุมทางไกลคือสามารถให้ความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกันไม่จำเป็น          ต้องเดินทางไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังช่วยแก้ปัญหาจราจรได้ทางหนึ่ง

การติดตั้งระบบ Video Conference
ระบบ Video Conference นี้ จะช่วยให้งานประชุมหรืองานการเรียน การสอนที่อยู่ต่างสถานที่กันในหลายจุด
ได้มาประชุมเสมือนอยู่ในห้อง เดียวกัน มีประธานในการประชุม สามารถ share งานต่างๆ ในแต่ละจุดให้เห็นเหมือนกัน เสนอผ่านความเห็นต่างๆ ได้ เช่น การ Share Whiteboard, PowerPoint,

Worksheet เป็นต้น งานประชุมหรืองานการเรียนการสอน สามารถดำเนินไปได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย รวมทั้งเป็นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อุปกรณ์ในระบบ Video Conference มีอุปกรณ์เบื้องต้น ดังนี้
1. ชุดอุปกรณ์ Codec ระบบบีบอัดข้อมูลและรับส่ง จัดการระบบการประชุม
2. กล้องจับภาพ ปกติจะมาพร้อมชุดอุปกรณ์ Codec
3. กล้องจับภาพ (เสริม) เป็นชนิดกล้องวิดีโอ เช่น กล้อง Mini-DV ใช้ในกรณีของการประชุมใหญ่ๆ และพื้นที่ ห้องประชุมคับแคบ จำเป็นต้องเพิ่มกล้องช่วยจับภาพ
4.อุปกรณ์นำเสนอต่างๆ เช่น ไมโครคอมพิวเตอร์ เครื่องนำเสนอวัตถุ 3 มิติ เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เป็นต้น
5.จอรับภาพ โดยทั่วไปจะเป็นจอฉากใหญ่ที่รับภาพจาก Projector และอาจเพิ่มได้ตามขนาดห้อง หรือขนาด
ความจุผู้เข้าประชุม ซึ่งเพิ่มเป็นถึง 4 จอ คือ จอภาพสำหรับนำเสนอ, จอผู้พูดฝั่ง Near, จอผู้พูดฝั่ง Far และ
จอบันทึกการประชุม
6.ระบบเครื่องเสียงชุดประชุม ซึ่งมีทั้งเครื่องควบคุม เครื่องขยายเสียง เครื่องผสมสัญญาณเสียง ลำโพงและ
ไมโครโฟนอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ จะใช้งบประมาณเริ่มต้นเพียง 200,000 - 300,000 บาท (สำหรับระบบ
ขนาดเล็ก ไม่ใหญ่มากนัก) ขึ้นอยู่กับ ระดับคุณภาพของอุปกรณ์ หลักเบื้องต้นการติดตั้ง มีดังนี้
1.เชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงอุปกรณ์ทั้งหมดให้เรียบร้อย ได้แก่ Codec-Network-กล้องเสริม-จอ
โทรทัศน์-Projector-เครื่องนำเสนอ-Computer-เครื่องบันทึก-ระบบเสียงชุดประชุม

 (ตามความต้องการใช้งาน)
2.เชื่อมต่อ Codec เข้ากับระบบ Network (ขั้นตอนนี้ต้องประสานกับฝ่าย Network เพื่อ Config IP ให้กับ
Codec)
3.ทดสอบการแสดงผลของภาพและเสียงในฝั่งของตนเองให้ถูกต้อง เมื่อติดตั้งและทดสอบเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ ทำ การติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อทำการทดสอบ Conference  ระหว่างวิทยาเขตต่อไป                                     หลักในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ระบบการประชุมทางไกล
1.กล้องจะต้องวางในตำแหน่งท้ายโต๊ะประชุม และอยู่กึ่งกลางห้องประชุม ยึดหลักให้สามารถจับภาพผู้เข้า
ประชุมได้ทุกคน แต่หากมีปัญหาเรื่องพื้นที่ ไม่สามารถวางตำแหน่งดังกล่าวได้ แก้ไขโดยเพิ่มกล้องเสริม และ เปลี่ยนตำแหน่งจับภาพกล้องละด้าน เช่น กล้องหลักวางด้านซ้าย กล้องเสริมวางด้านขวา จำไว้ว่ากล้อง 2 ตัว ต้องแบ่งหน้าที่อิสระจากกัน จับภาพด้านของตัวเองเท่านั้น
2.ลำโพงเสียง กรณีเป็นชุดประชุม ลำโพงจะติดที่ไมโครโฟน ไม่สามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ เพราะจะอยู่บนโต๊ะ (การแก้ปัญหาเสียงหอน ใช้เทคนิคการปรับแต่งเสียง) แต่กรณีเป็นระบบเสียงแยกอิสระ ลำโพง ควรอยู่ไกล ตำแหน่งไมค์ให้มากที่สุด และอยู่สูง หันทิศทางให้กระจายเสียงได้ทั่วห้องประชุม เพื่อแก้ปัญหาทางเสียงได้ดี ที่สุด
3.อุปกรณ์เครื่องนำเสนอต่างๆ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องทึบแสง เป็นต้น เหล่านี้ไม่ค่อยมีปัญหาจะจัดตาม
หลักการจัดห้องประชุมอยู่แล้ว
4.อุปกรณ์ชุดควบคุมเสียงและระบบบันทึกภาพ ควรอยู่ด้วยกัน เพื่อสามารถควบคุมได้ทันท่วงที
ขั้นตอนการทำงานของระบบเริ่มจากการแปลงสัญญาณภาพและเสียงจากระบบอะนาล็อกให้เป็นดิจิตอล

แล้วส่งไปถึงผู้รับจากนั้นอุปกรณ์สื่อสารของผู้รับก็จะแปลงสัญญาณดิจิตอลกลับมาเป็นภาพและเสียงให้

ผู้ชมเห็นและได้ยิน สำหรับภาพที่เห็นนั้นอาจติดตั้งให้ภาพปรากฏบนจอรับภาพในห้องประชุมก็ได้ หรืออาจสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะและกระเป๋าหิ้วซึ่งทำให้การประชุมสื่อสาร

ระหว่างบุคคลมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

สรุปและบทบาท
การประชุมทางไกล การติดต่อสื่อสารต่างๆ ในปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างล้ำหน้า ทั้งนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆที่
ทันสมัยรวดเร็วตอบสนองต่อความต้องการของธุรกิจประเภทต่างๆได้และการติดต่อสื่อสารประเภทหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมก็คือการประชุมทางไกลโดยอาศัยอุปกรณ์สื่อสารสมัยใหม่การประชุมทางไกลโดยการจัดอุปกรณ์ให้ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งอยู่คนละสถานที่กันสามารถประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้โดยใช้อุปกรณ์ สื่อสาร เราเรียกการประชุมแบบนี้ว่า Teleconferenceในกรณีที่การประชุมนั้นมีอุปกรณ์ที่ทำให้เห็นภาพและได้ยินเสียงของผู้เข้าร่วมประชุมไปพร้อมกันด้วยเรา

เรียก Video Conferenceมีอุปกรณ์ที่สำคัญคือกล้องไมโครโฟนและจอรับภาพสำหรับประเทศไทยได้มีหน่วยงานทั้งภาพรัฐและ

เอกชนที่ให้บริการในลักษณะ Video Conference เช่น การสื่อสารแห่งประเทศไทยโรงแรมบางแห่งและบริษัทผู้ประกอบกิจการด้านโทรคมนาคมซึ่งจะทำให้

บริการประชุมทางไกลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศโดยใช้บริการสื่อสารร่วมระบบดิจิตอล หรือ

ISDN 

 ซึ่งเป็นเครือข่ายที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้อุปกรณ์สื่อสารต่างๆเช่นโทรศัพท์โทรสารและคอมพิวเตอร์ที่ทำงานกัน

คนละระบบ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วขึ้น การประชุมแบบจอภาพ

Video Conference ผ่านระบบเครือข่าย ISDN  จึงถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถ ติดต่อสื่อสาร                                                  ทางไกลกับอีกซีกโลกหนึ่งในลักษณะมัลติมีเดียได้อย่างครบถ้วนในเวลาเดียวจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและพัฒนาธุรกิจให้รุดหน้าได้เร็ว การกระจายข้อมูล การประยุกต์ใช้งานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ บริการแบบโต้ตอบในเวลาเดียวกัน บริการแบบโต้ตอบในเวลาเดียวกัน (synchronous)คล้ายกับ                                             บริการแบบถ่ายทอดสารสนเทศ ที่กำหนดให้ผู้สื่อสารต้องส่งและรับสารในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ตามรูปแบบของบริการนี้ การสื่อสารจะเป็นแบบสมมาตร (symmetric)หรือสามารถโต้ตอบกันได้

(interactive) นั่นเอง จะว่าไปแล้ว การสื่อสารแบบนี้คล้ายกับการสื่อสารด้วยการสนทนาในอดีต หากแต่ไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทางเท่านั้น เราจึงมักพบคำที่ชี้ถึง "ระยะทางไกล" ในบริการประเภทนี้ เช่น การสาธารณสุขวิถีไกล (telemedicine) การศึกษาวิถีไกล (remote learning)
หรือ โทรสัมมนา (teleconference) เป็นต้น

ทำไมต้องใช้ Video Conference

  • ด้านการศึกษา

แม้แต่ในสถาบันการเรียนการสอนเช่นมหาวิทยาลัยก็ให้ความสำคัญของการเรียนการ
สอนหลายสถาบันมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโดยผู้สอนไม่จำเป็นต้อง
เดินทางไปสอนถึงสถานศึกษานั้นๆผู้สอนอาจจะอยู่ที่กรุงเทพฯแล้วทำการสอนไปยัง
ต่างจังหวัดได้ซึ่งช่วยลดปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาลดภาระค่าใช้จ่าย
ในการเดินทางของสถานศึกษาดังนั้นวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์เป็นเทคโนโลยีการสื่อสาร
ข้อมูลทำให้สามารถส่งภาพเสียงได้อย่างรวดเร็วมีแนวโน้มที่จะนำมาแก้ปัญหาต่างๆ
เหล่านี้ได้อย่างดี

  • ด้านธุรกิจ

มีการประยุกต์ใช้เพื่อทำการPresentงานระหว่างสาขาที่อยู่ห่างกันทั้งสรุปผลงานของ
แต่ละสาขามายังสาขาใหญ่และยังสามารถประชุมร่วมกันทีละหลายๆสาขาได้ เพื่อทำการ
แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นของบริษัท ในกรณีที่สาขาเล็ก ๆไม่กล้าตัดสินใจที่จะแก้ไข
ได้เองผู้ร่วมประชุมสามารถโต้ตอบได้อย่างทันทีแม้จะอยู่คนละสถานที่ซึ่งเป็นการลดระยะ
เวลาในการเดินทางมาประชุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางรวมทั้งความเสี่ยงในการเดินทาง
เพื่อเข้าร่วมประชุม

  • ด้านการแพทย์

มีการนำมาใช้ในโรงพยาบาลหลายแห่งโดยประยุกต์ใช้ร่วมกับอุปกรณ์ทางการแพทย์
เพื่อให้การรักษาคนไข้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นแพทย์ที่อยู่ในชนบทสามารถ
ปรึกษาแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะโรคที่อยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ๆที่อยู่ห่างไกลเพื่อช่วย
ในการวินิจฉัยโรครวมถึงการขอแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการแพทย์ได้ เช่น แฟ้มประวัติ
คนไข้ ฟิล์มเอ็กซเรย์ การถ่ายทอดภาพในการผ่าตัดเพื่อสอนนักศึกษาแพทย์

 

·         ระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์

   ทำไมต้องใช้ Video Conference
   ความหมายของ Video Conference
   มาตรฐานของระบบ Video Conference
   อุปกรณ์ที่สำคัญของ Video Conference
   หลักการทำงานมีวิธีการอย่างไร ?
   ข้อดี - ข้อเสีย

·          

 

ความหมายของ Video Conference

คือระบบการติดต่อสื่อสารชนิดหนึ่ง ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลภาพ และข้อมูล เสียง ระหว่างจุดต่อจุดหรือจุดต่อหลายๆจุดโดยผ่านระบบสื่อสาร ซึ่งจะเป็นลักษณะของการ
โต้ตอบซึ่งกันและกันแบบสองทางหรือพูดง่ายๆก็คือระบบประชุมทางไกลที่ผสมผสาน
ระหว่างภาพและเสียง ให้เปรียบเสมือนมีการประชุมอยู่ในห้องเดียวกัน

 มาตรฐานของระบบ Video Conference

  • มาตรฐาน

เพื่อให้ระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์มีมาตรฐานที่สามารถทำงานร่วมกันได้กับอุปกรณ์
ของบริษัทต่างๆ ที่ผลิตออกมาทางITU-Tซึ่งเป็นองค์กรด้านโทรคมนาคมสากลจึงได้
กำหนดมาตรฐานระบบการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ เป็น 4 หมวดหลัก ๆ คือ
    H.320เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายWANเป็นมาตรฐานที่ได้รับความนิยมในครั้ง
แรกๆที่มีการใช้ระบบVCSเนื่องจากรองรับเครือข่ายได้หลายประเภทเช่นISDN
(Intergrated Service Digital Network) Leased Lineรวมทั้งวงจรเช่าอื่นๆ เนื่องจาก
มาตรฐาน H.320 นี้ให้คุณภาพทั้งภาพและเสียงดี อีกทั้งค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงทำให้เป็นที่
นิยม นำมาใช้ในเชิงธุรกิจ ทางด้านการศึกษา
    H.321 และ H.310 เป็นมาตรฐานที่รองรับระบบเครือข่าย ATM เพื่อให้ได้คุณภาพ
ของภาพและเสียงที่ดีที่สุดโดยทั่วไปใช้ในอาคารหรือในหน่วยงานเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบัน
ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้กัน
    H.323 เป็นมาตรฐานที่รองรับการใช้งานทั้งเครือข่าย LAN และ WAN โดยมีการ
ส่งผ่านข้อมูลโดยใช้ IP Protocol เป็นหลัก ซึ่งมีคุณภาพที่ดีในระดับเดียวกับ H.320 โดย
มาตรฐานนี้ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันและมาแทนที่มาตรฐาน H.320 ใน
ปัจจุบันเนื่องจากใช้งานง่าย และปัจจุบันมีอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกันได้เยอะ ทำให้มีการ
นำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย
    H.324 เป็นมาตรฐานที่ใช้ในเครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งมีคุณภาพค่อน ข้างต่ำจึงไม่ได้
รับความนิยมในปัจจุบัน

หลักการทำงานของ Video Conference

  • หลักการทำงานมีวิธีการอย่างไร ?

1. เชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงอุปกรณ์ทั้งหมดให้เรียบร้อย ได้แก่ Codec Network
กล้องเสริม,จอโทรทัศน์, Projector, เครื่องนำเสนอ, Computer, เครื่องบันทึก,             ระบบเสียงชุดประชุม (ตามความต้องการใช้งาน)
2. เชื่อมต่อ Codec เข้ากับระบบ Network เพื่อ Config IP ให้กับ Codec
3. ทดสอบการแสดงผลของภาพและเสียงในฝั่งของตนเองให้ถูกต้อง เมื่อติดตั้งและ
ทดสอบเรียบร้อยแล้วก็ให้ทำการติดต่อกับอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อทำการทดสอบ Conference    ระหว่างวิทยาเขตต่อไปหลักในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ระบบการประชุมทางไกล

อุปกรณ์ที่สำคัญของ Video Conference

  • โคเด็ก (CODEX)

 

 

Codec เป็นคำย่อมาจาก CodeและDecodeเป็นตัวเข้ารหัส
สัญญาณภาพและเสียงที่ได้จากกล้องและไมโครโฟนส่งผ่าน
เส้นทางสื่อสารไปยังอีกฝั่งหนึ่งรวมถึงถอดรหัสสัญญาณที่ได้
รับมาจากอีกฝั่งให้กลับเป็นสัญญาณภาพและเสียงแสดงบนจอ
และลำโพง เส้นทางสื่อสารขนาด 384Kbpsขึ้นไปสามารถให้
คุณภาพในระดับที่ยอมรับโดยหลักการทำงานของCODEC
จะแปลงสัญญาณ อนาล็อคทั้งภาพและเสียงให้เป็นสัญญาณ
ดิจิตอลและจะบีบสัญญาณให้เล็กลงโดยดำเนินข้อมูลภายใน
เฟรมเดียวกัน CODECเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของระบบหลัก
การทำงาน

 

  • กล้อง

 

 

เป็นกล้องทีวีที่ใช้ในการจับภาพผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อ
ส่งเข้า CODEC แปลงและบีบอัดสัญญาณ มีระบบ
เซอร์โวเพื่อควบคุมมาจากระยะไกลให้ปรับมุมเงย
มุมก้มส่วนซ้ายขวา และซูมภาพได้ ปกติจะมาพร้อม
ชุดอุปกรณ์ Codec

อุปกรณ์ที่สำคัญของ Video Conference

  • จอภาพ

 

 

แสดงภาพของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งจากระบบต้น
ทางและปลายทางเป็นจอภาพที่ใช้กับระบบ PAL
หรือTSCภาพที่ปรากฏมีระบบรวมสัญญาณเพื่อแบ่ง
จอภาพเป็นจอเล็ก ๆเพื่อดูปลายทางแต่ละด้าน
หรือดูภาพของตนเองระบบจอภาพอาจขยายเป็น
จอใหญ่ขนาดหลายร้อยนิ้วก็ได้

 

  • ไมโครโฟน (Microphone)

 

 

ทำหน้าที่รับเสียงจากผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อส่ง
ไปยังระบบเสียงปลายทาง

 

  • แป้นควบคุม (Control Key Pad)

 

แป้นควบคุมทำหน้าที่ควบคุมกล้องเสียงและเลือกส่งภาพจากแหล่งต่างๆไปยังระบบปลายทาง เป็นสิ่งที่ใช้สำหรับการควบคุมระบบ เช่น ควบคุมการปรับมุมกล้องที่ปลายทางระยะห่างไกล การเลือกการติดต่อปลายทาง การปรับเสียง ปรับระบบสื่อสารต่าง

 

                                               

 

 

 

 

 

ข้อดี - ข้อเสีย

  • ข้อดีของ Video Conference

1. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากที่ต่าง ๆ เพื่อมาประชุมหรืออบรม
2. สามารถทำการประชุมเพื่อวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
3.สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลสามารถ
ร่วมเรียนด้วยได้
4. สามารถลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทางได้

  • ข้อเสียของ Video Conference

1. เกิดการผิดพลาดในการส่งสัญญาณได้ง่าย ซึ่งปรากฏการธรรมชาติก็สามารถ
ทำให้สัญญาณล่มหรือหายได้
2. การรับ-ส่งสัญญาณต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมและมีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกัน



แหล่งข้อมูล www,peak.co,th | www,av-shopping,com  
ผู้เขียน webmaster
www.multi-av.com



 

     

 

ธรรมชาติ

posted on 20 May 2012 10:55 by 549500011

รูปแบบการนิเทศการสอน

posted on 15 May 2012 16:49 by 549500011

รูปแบบการนิเทศการสอน

 

1. การนิเทศภายในโรงเรียน

 

ความหมายการนิเทศภายในโรงเรียน

สุรสักดิ์   ปาเฮ ( 2545 ) สรุปไว้ว่าการนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง การปฏิบัติงาน

ร่วมกันระหว่างผู้บริหารสถานศึกษากับครูในสถานศึกษานั้น ในการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาการปฏิบัติงานของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน

การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง การส่งเสริม สนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือครูใน

โรงเรียนให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลัก ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือการสร้างเสริมพัฒนาการของนักเรียนทุกด้านทั้งทางด้านร่างกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ให้เต็มตามวัยและศักยภาพ

 

หลักการนิเทศภายในโรงเรียน

1. การดำ เนินการนิเทศ จะต้องดำ เนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตามขั้นตอนกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน

2. บุคลากรที่เป็นหลักสำคัญในการดำ เนินการพัฒนาระบบนิเทศภายในโรงเรียนคือ ผู้บริหารสถานศึกษา

3. การนิเทศภายในโรงเรียน จะต้องสอดคล้องกับความต้องการ  ความจำเป็นในการพัฒนาครูและนักเรียน

 

ขอบข่ายของงานนิเทศภายในโรงเรียน

     1. งานด้านวิชาการ

     2. งานด้านบริหารบุคคล

     3. งานด้านบริหารทั่วไป

     4. งานด้านงบประมาณ

 

กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน

กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุด โดยเป็นการสนับสนุนการเรียนการ

สอนภายในโรงเรียน ให้ดา เนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนประกอบด้วย การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา การวางแผน การสร้างสื่อ เครื่องมือและพัฒนาวิธีการ การประเมนิ ผลและรายงานผล

1.  การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ

2. การวางแผนและกำหนดทางเลือก

3. การสร้างสื่อ เครื่องมือ และพัฒนาวิธีการ

4. การปฏิบัติการนิเทศภายใน

5. การประเมินผล และการรายงานผล

 

เทคนิคการนิเทศที่เกี่ยวกับกระบวนการนิเทศ

 

       1.การนิเทศก่อนสอน ผู้นิเทศมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร การจัดหาสื่อการสอน การจัดบุคลากรเข้าสอน

       2.การนิเทศระหว่างดำเนินการสอน ผู้นิเทศมีส่วนในการช่วยครูวิเคราะห์ปัญหาการสอนและแก้ไขข้อบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหาพิเศษ

        3.การปรับปรุงและพัฒนาการสอน ผู้นิเทศควรมีบทบาทในการประเมินการสอนของครู หาวิธีปรับปรุงการสอน ตลอดจนสนับสนุนครูได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ

 

บทบาทของบุคลากรการนิเทศ

บุคลากรการนิเทศ หมายถึง ผู้บริหารและคณะกรรมการนิเทศของสถานศึกษาแต่ละแห่งมีบทบาทและภารกิจสำคัญ ดังนี้

1. บทบาทในการส่งเสริมและจัดให้มีการนิเทศภายในโรงเรียน เพื่อให้เกิดการพัฒนาตนเอง สามารถดา เนินงานตามนโยบายได้ถูกต้อง ทา หน้าที่นิเทศภายในโรงเรียนได้อย่างสมบูรณ์

2. บทบาทในการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี เพื่อการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพครูโดยเฉพาะการจัดการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพนามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับครูในโรงเรียน

3. บทบาทในการจัดประชุมอบรม มีการจัดประชุมอบรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการประชุมปฏิบัติการ การสัมมนา อภิปรายกลุ่ม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมให้ครูมีโอกาสเข้ารับการอบรมในการพัฒนาวิชาชีพ นา ทักษะความรู้มาปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. บทบาทในการติดตามประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้ครูพัฒนาศักยภาพได้ดีขึ้นการประเมินเพื่อนา ผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไข ให้เกิดการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์

5. บทบาทในการใช้กลุ่มโรงเรียน สมาคมวิชาชีพหรือเครือข่ายเป็นแนวทางเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ครูในโรงเรียน โดยใช้กลุ่มหรือเครือข่ายช่วยเหลือด้วยวิธีการต่าง ๆเช่น การจัดประชุมทางวิชาการ การศึกษาเอกสาร การศึกษาดูงาน ฯลฯ

6. บทบาทในการสร้างครูต้นแบบในสาขาวิชาต่าง ๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลในการพัฒนาและเป็นแบบอย่างแก่ครูทั่วไปได้

 

 

 

 

บทบาทหน้าที่ของผู้นิเทศ

1. กำหนดนโยบายของการนิเทศภายในโรงเรียน เช่น ส่งเสริมให้ใช้กระบวนการกลุ่มในการทา งาน เพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ เป็นต้น

2. ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักสูตรและเรื่องอื่น ๆ ที่ครูส่วนใหญ่มีความต้องการในการพัฒนา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการปฏิบัติงานในหน้าที่ครูตลอดจนมีเจตคติที่ดีต่อการนิเทศภายในโรงเรียน

3. ปฏิบัติการนิเทศภายในโรงเรียน ตามแผนการนิเทศของสถานศึกษา

4. เปิดโอกาสให้คณะครู มีส่วนร่วมในการดา เนินงานนิเทศภายในโรงเรียนและมีการประเมินตนเอง

5. สรุปและเผยแพร่งานที่ประสบความสำเร็จ

 

สรุป

            การนิเทศภายในสถานศึกษา  เป็นงานที่ช่วยพัฒนาครูอาจารย์ในด้านวิชาการ  ในด้านการเรียนการสอน  เพื่อให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา  ความจำเป็นที่ต้องมีการนิเทศภายในก็เนื่องจาก ศึกษานิเทศก์   มีจำนวนจำกัด  เพื่อจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากร  บุคลากรภายในสถานศึกษา  และสถานศึกษาเองเป็นผู้เข้าใจปัญหาการเรียนการสอนได้ดี  รวมทั้งการสร้างความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาการทำงานร่วมกัน  บุคลากรภายในสถานศึกษาที่สามารถนิเทศได้นอกจากผู้บริหารแล้ว  อาจารย์ที่มีประสบการณ์ความรู้ความชำนาญก็สามารถทำหน้าที่นิเทศได้  รวมทั้งการเชิญวิทยากรจากภายนอกมาร่วมโครงการ  เทคนิควิธีนิเทศนั้นสามารถใช้ได้หลายรูปแล้วซึ่งขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย  จำนวนผู้รับการนิเทศ  เวลาและทรัพยากรอื่นๆ  ในการจัดทำโครงการนิเทศนั้น  ควรจะได้ศึกษาสภาพปัจจุบัน  ปัญหาและความต้องการในการนิเทศ  จัดทำแผนการนิเทศ  แล้วจึงนำแผนไปสู่การปฏิบัติตามจุดมุ่งหมายที่วางไว้  ควรมีการประเมินผลการนิเทศเพื่อนำไปปรับปรุง  และพัฒนาการเรียนการสอน

2.  การนิเทศรายบุคคล

การแนะนำเป็นรายบุคคล (Individual Conference) การพบปะกันระหว่างครู และศึกษานิเทศก์เป็นวิธีหนึ่งที่ให้โอกาสศึกษานิเทศก์ได้ทำงานเป็นรายบุคคลกับครูในเรื่องปัญหาทางวิชาการของแต่ละคน เป็นวิธีการที่ทั้งสองคนได้ทำงานร่วมกัน

1) การเยี่ยมชั้นเรียนและสังเกตการสอน

              วิธีการนิเทศการศึกษาวิธีหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือการไปเยี่ยมชั้นเรียนในขณะที่ครูกำลังสอนการไปเยี่ยมชั้นจะทำให้เห็นสภาพที่เป็นจริงตลอดจนปัญหาต่าง ๆ ที่ครูประสบอยู่เพื่อร่วมมือกับครูหาทางปรับปรุง

 

แก้ไขให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การไปเยี่ยมชั้นเรียนควรจะไปต่อเมื่อได้สร้างความสัมพันธ์กับครูเป็นอย่างดีแล้วเพราะครูจะได้ไม่มองศึกษานิเทศก์ด้วยความหวาดกลัวระแวงสงสัย คิดว่าศึกษานิเทศก์จะมาจับผิด การไปเยี่ยมชั้นเรียน หากศึกษานิเทศก์ได้แจ้งวัตถุประสงค์ให้ครูทราบว่า การมานั้นไม่ใช่มาเพื่อจับผิด หรือเพื่อรายงานการปฏิบัติงานของครู แต่มาเพื่อให้คำแนะนำปรึกษาช่วยเหลือครูเป็นพี่เลี้ยงครูเกี่ยวกับการเรียนการสอน นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้ครูมีส่วนร่วมในการวางแผนงาน กำหนดวัตถุประสงค์ของการเยี่ยมชั้นเรียน ตลอดจนได้แสดงความคิดเห็นและปรึกษาหารือในรายละเอียดต่าง ๆ สำหรับศึกษานิเทศก์นั้นมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเยี่ยมชั้นเรียนที่ดีดังนี้

1) ศึกษานิเทศก์ควรเข้าไปสังเกตการสอนของครูในชั้นเรียน ไม่ใช่ไปจับผิด พึงให้ครูยอมรับว่าศึกษานิเทศก์มาเพื่อช่วยเหลือครู

2) ศึกษานิเทศก์ควรจะเข้าไปพร้อมกับครูผู้สอน หรือภายหลังเล็กน้อยก่อนที่ครูจะเริ่มบทเรียนศึกษานิเทศก์ไม่ควรจะแอบเดินย่อง ๆ เข้าไปหลังชั้นเพื่อสังเกตการสอนของครู

3) ศึกษานิเทศก์ควรเข้าไปนั่งอยู่ข้างหลังห้องเรียน ซึ่งสามารถมองเห็นชั้นเรียนได้ทั่วถึง นั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ด้วยท่าทีเต็มไปด้วยความสนใจยิ่งและดูจนจบชั่วโมง

4) ศึกษานิเทศก์ไม่ควรจะเข้าร่วมบทเรียนเป็นอันขาด นอกจากจะได้รับเชิญจากครูและนักเรียนให้เข้าร่วมด้วยเท่านั้น

5) ศึกษานิเทศก์ควรจะต้องมีบันทึกเกี่ยวกับการสอนของครู ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คำแนะนำปรึกษาแก่ครูภายหลัง

6) ศึกษานิเทศก์ควรจะไปเยี่ยมชั้นเรียนเพื่อสังเกตการสอนมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งภาคเรียน\เพื่อจะได้สังเกตดูความเจริญงอกงามของครูในด้านการสอน และดูผลงานการนิเทศของศึกษานิเทศก์เองต่อครูผู้สอน

               หลังจากได้มีการเยี่ยมชั้นเรียนแล้ว ศึกษานิเทศก์ควรจะได้พบปะกับครูเป็นส่วนตัว เพื่อชี้แจงความคิดเห็นให้ครูฟัง เปิดโอกาสให้ครูชี้แจงเหตุผลในการกระทำของครู แล้วร่วมกันปรึกษาหารือความคิดที่ดีกว่า ถูกต้องกว่า เหมาะสมกว่า การให้คำปรึกษาแนะนำชี้แจงนั้น ไม่ควรให้เนิ่นนานนัก ควรจะเป็นภายในวันเดียวกัน หรือถ้าเป็นไปได้ภายหลังจากที่ครูนั้นสอนเสร็จก็จะดียิ่งขึ้น เพราะทั้งสองฝ่ายผ่านเหตุการณ์นั้นมาใหม่ ๆ วิธีการที่ดี ศึกษานิเทศก์ไม่ควรพูดถึงเฉพาะข้อบกพร่องของครูแต่อย่างเดียว หากมีข้อใดควรชมก็หยิบยกขึ้นมาชม พร้อมทั้งให้กำลังใจที่จะทำเช่นนั้นอีกในการสอนครั้งต่อไป

              ข้อควรระวังสำหรับศึกษานิเทศก์ในการไปเยี่ยมชั้นเรียนก็คือ อย่าไปเยี่ยมชั้นเรียนมากจนเกินไปจะทำให้ความสำคัญของการเยี่ยมชั้นเรียนลดน้อยลงไปและจะทำให้ครูเบือหน่าย ผลที่สุดครูก็จะหลบหลีกแทนที่จะให้ความร่วมมือ

 

2) การสาธิตการสอน

               การสาธิตการสอน คือการแสดงวิธีการเป็นตัวอย่างให้ดู ผู้แสดงอาจจะเป็นศึกษานิเทศก์เองหรือวิทยากรที่ได้รับเชิญ ผู้ชมการสาธิต คือครูซึ่งจัดได้เป็นกลุ่มโดยทางโรงเรียนเป็นผู้จัดไว้ หรือในการประชุมอื่น ๆ อาจนำวิธีการสาธิตไปใช้ได้ การสาธิตการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ครูได้เห็นตัวอย่างที่ดีและถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการสอนวิชาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีและศรัทธาต่องานของศึกษานิเทศก์ด้วยการสาธิตการสอนไม่จำเป็นว่าศึกษานิเทศก์จะต้องทำการสาธิตเอง อาจให้ครูหรือผู้อื่นที่เชี่ยวชาญทำการสาธิตแทนก็ได้ นอกจากนี้อาจใช้ภาพยนตร์ที่แสดงการสอนหรือการทดลองแทนก็ได้เช่นกัน การสาธิตการสอนควรมีจุดประสงค์ดังนี้

  • 1) ส่งเสริมความเจริญงอกงามทางวิชาชีพแก่ครู การสาธิตการสอนควรส่งเสริมความต้องการและความกระตือรือร้นของครูต่อการใช้ความคิดที่เขามีไว้ในใจในระหว่างการสังเกตของเขา การสาธิตจะมีประโยชน์ต่อเมื่อสนองความต้องการ ก่อให้เกิดความมั่นใจในตัวครูและแก่ความต้องการของนักเรียนในการแก้ปัญหา การสาธิตการสอนเป็นการแสดงวิธีสอนใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาการเรียนการสอน มันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้สังเกตและผู้สาธิต ทั้งก่อให้เกิดมนุษยสัมพันธ์อันดีด้วย
  • 2) ช่วยแก้ปัญหาครู เป็นการช่วยสาธิตให้ดู เพื่อช่วยเหลือครูเมื่อแก้ปัญหาเองไม่ได้ ศึกษานิเทศก์จะช่วยสาธิตให้ดู การสาธิตจึงเป็นการเกี่ยวข้องกับการใช้อุปกรณ์และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือครูนักเรียนในการแก้ปัญหา หากมีปัญหาเกิดขึ้นในช่วงการสาธิต ศึกษานิเทศก์จะต้องเป็นฝ่ายช่วยเหลือครูจะจับตาดูผู้สาธิตการสอน แก้ไขปัญหาซึ่งครูสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาของตนเมื่อเกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตนเอง
  • 3) เป็นการผสมผสานทฤษฎีและแนวปฏิบัติทางการศึกษาเข้าด้วยกัน วิธีการผสมผสานทฤษฎีและแนวปฏิบัติเข้าด้วยกันได้อย่างดี ได้แก่ การสาธิตการสอน เป็นการแปลทฤษฎีออกมาเป็นแนวปฏิบัติโดยผ่านทางการสาธิตการสอน
  • 4) ช่วยในการอบรมครู การสาธิตการสอนจะช่วยให้ครูได้รับความรู้เพิ่มเติมจากบทเรียนที่ทำการสาธิต ครูได้ศึกษาและเข้าใจในเนื้อหาวิชาใหม่ ๆ อยู่เสมอ การสาธิตการสอนจะช่วยให้ครูสามารถเข้าใจถึงกระบวนการและการนำไปใช้กับสถานการณ์ของตนเองได้

              หลักเกณฑ์ที่จะช่วยให้การสาธิตการสอนได้รับผลสำเร็จตามความมุ่งหมายของการนิเทศได้ควรมีลักษณะดังนี้

  • 1) จะต้องวางแผนการสาธิตการสอนไว้เป็นอย่างดี ควรมีการวางแผนการสาธิตการสอนไว้เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง การสาธิตการสอนไม่ใช่เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้สังเกตการสอน

 

  • เท่านั้นหากยังต้องสนองต่อความต้องการและปัญหาของเขาด้วย การสาธิตการสอนควรมีการตระเตรียมการสาธิตไว้ล่วงหน้า เวลาของการสาธิตก็ควรกำหนดไว้ล่วงหน้าด้วย
  • 2) การสาธิตการสอนควรเป็นไปโดยธรรมชาติ ในระหว่างการสาธิตการสอนข้อเรียกร้องใด ๆของเด็กควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรก การสาธิตการสอนจะได้ผลมากที่สุดเมื่อดำเนินการในห้องเรียนในระหว่างการสาธิตไม่ควรมีการจัดนิทรรศการใด ๆ ในห้องเรียน การสอนควรเป็นการนัดกันมาก่อนระหว่างผู้สาธิตการสอนกับเด็กกลุ่มที่จะใช้สาธิตการสอน ครูประจำชั้นควรตระเตรียมเด็กไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความประหลาดใจ
  • 3) การสาธิตการสอนควรสัมพันธ์กับเทคนิคการนิเทศการศึกษาอื่น ๆ การสาธิตการสอนและการสังเกตการสอนเป็นของคู่กัน การสาธิตการสอนเป็นการสาธิตให้ผู้ที่จะไปสอนได้สังเกตดูเพื่อจะได้นำวิธีการไปสอนต่อ ควรจะใช้หลักการอื่น ๆ เข้าช่วยในการสาธิตการสอนด้วย
  • 4) การสาธิตการสอนควรเน้นในรายละเอียดต่าง ๆ ในบทเรียน บทเรียนจะประสบผลสำเร็จหากได้มีการเตรียมเทคนิคเฉพาะสำหรับสาธิตการสอนบทเรียนนั้น ๆ ควรมีการอภิปรายกันหลังจากการสาธิตการสอนแล้ว
  • 5) ควรคัดเลือกผู้สาธิตการสอนเป็นอย่างดี การเลือกผู้สาธิตการสอนที่ดีมีความจำเป็นพอ ๆ กับการเลือกสถานการณ์ที่เหมาะสมและการวางแผนที่ดี ครูที่จะสาธิตการสอนจะต้องมาด้วยความสมัครใจผู้สาธิตการสอนจะต้องมีคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม มีประสบการณ์อย่างดี และมีบุคลิกภาพส่วนตัวที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จ ผู้สาธิตการสอนอาจวางแผนบทเรียนให้สนองต่อความต้องการของเด็กและผู้สังเกต
  • 6) มีการประเมินผลการสาธิตการสอน ศึกษานิเทศก์จำเป็นต้องประเมินผลเมื่อเสร็จสิ้นการสาธิตแล้วควรจัดการประชุมหลังจากการสาธิตการสอนแล้วในเวลาที่เหมาะสม อภิปรายและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการสาธิตการสอน นอกจากนี้อาจจะตรวจสอบดูว่าการสาธิตการสอนได้ช่วยจูงใจผู้เรียนแค่ไหน ผู้สาธิตมีความมั่นใจต่อผลงานมากน้อยเพียงใด

3)  การให้คำปรึกษาแนะนํา/เสนอแนะ (Coaching)

                        ความหมาย  การให้คำปรึกษาแนะนำเป็นการพบปะกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ  คือการนิเทศแบบเสนอแนะ Coaching Technique (Modern Busines : Reports : 1977) เป็นวิธีการพัฒนาบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยการแนะนำหรือเรียนรู้จากเทคนิคการนิเทศแบบเสนอแนะ  Coaching Technique เป็นวิธีการพัฒนาบุคลากรให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยการแนะนำหรือเรียนรู้จากผู้ชำนาญ(Coach) ในลักษณะที่ได้รับคำแนะนำหรือเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับการปฏิบัติงาน

วัตถุประสงค์  เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานก้าวไปถึงจุดหมายปลายทางได้ เช่น ความก้าวหน้าทาง

 

วิชาชีพ ความสามารถที่จะรับผิดชอบในหน้าที่สูงขึ้น (เช่น ในกรณีแต่งตั้งให้เป็นผู้นิเทศ) หรือเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

                  ขั้นตอนการนิเทศแบบโค้ชชิ่ง  มี 4 ขั้นตอน เขียนเป็นสัญลักษณ์  คือ CQCD

                  C - Compliment  หมายถึง  การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Coach และผู้ให้คำแนะนำ ซึ่งเป็นสัมพันธภาพที่สร้างความไว้วางใจ  ความสบายใจ  ยินดีร่วมในแนวทางของ Coaching Techniques  นับเป็นบทบาทสำคัญของ Coach  ที่จะต้องดำเนินการ  ดังนั้น  ควรดำเนินการ ดังนี้

1.  ศึกษาข้อมูลของผู้ที่รับการแนะนำ เช่น จุดเด่น ผลงานเด่น ความชอบ อัธยาศัย จุดอ่อน  จุดที่ต้องปรับปรุง ข้อมูลต่าง ๆ ควรบันทึก ไว้อย่างเป็นระบบมีความเหมาะสม

2. นำข้อมูลมาเป็นแนวทางในการสร้างสัมพันธภาพ  ได้แก่ การชมเชย หรือการสร้างบรรยากาศ  เพื่อการเชื่อมโยงไปสู่ขั้นต่อไป

Q - Question  หมายถึง  การถามเน้นการถามในเชิงขอความคิดเห็นไม่ให้ผู้ตอบ
จนมุมหรือเกิดความไม่สบายใจที่จะตอบคำถาม  ซึ่งผู้เป็น Coach อาจจะใช้ความเหมาะสมของผู้รับคำแนะนำและสภาพปัญหา เช่น 

-  คุณคิดว่าผมจะช่วยอะไรได้บ้าง

-  คุณคิดว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่แก้ปัญหานี้  

-  คุณคิดว่าถ้าใช้วิธีการนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

-  ทุกอย่างจะต้องมีข้อดีและข้อจำกัด   คุณคิดว่าวิธีนี้อะไรคือข้อดี อะไรคือข้อจำกัด

-  คุณคิดว่าข้อจำกัดนั้น ๆ จะมีทางแก้ไขหรือควรทำอย่างไรหรือ จะหา ทางออกอย่างไร ในสภาวะหรือในสภาพเช่นนี้

-   คุณคิดว่าถ้าคุณจะพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น  มีอะไรบ้างที่เราควรทำ

-    ที่คุณคิดว่า  “ไม่ดี, ยังไม่ดี  คืออะไรบ้าง”  “ คุณคิดว่า มีอะไรบ้างที่คุณต้องการเสริม  เพิ่มเติม ”

C - Correct  หมายถึง การเสนอแนะแนวทางแก้ไข ในขั้นตอนนี้ผู้เป็น Coach ควรให้ความสำคัญในขั้นตอนที่สืบเนื่องจากขั้น Question  นำคำตอบของผู้รับคำแนะนำมาวิเคราะห์และนำเสนอในส่วนที่ยังบกพร่อง  และสังเคราะห์เป็นแนวการปฏิบัติหรือการพัฒนางานในลักษณะแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน  และในขั้นตอนนี้ควรกำหนดบทบาทในการปฏิบัติแต่ละเรื่องชัดเจน

                   D - Demonstrate  หมายถึง  การนำข้อเสนอหรือแนวทางที่ตกลงกันไว้ในขั้นตอนของ  

C - Correct หรือแผนการใช้นวัตกรรม  ซึ่งผู้รับคำแนะนำเป็นผู้ปฏิบัติ ผู้เป็น Coach เป็นผู้แนะนำอย่างใกล้ชิด  บางครั้ง Coach อาจต้องสาธิต

              ฉะนั้น การนิเทศแบบ Coaching Techniques ประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี ก็ขึ้นอยู่กับ

 

 

 

 

      1.  ผู้เป็น Coach ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ และเป็นผู้ที่ผู้รับคำแนะนำยอมรับ
      2. มีความเหมาะสมกับการสอนแนะเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มย่อย ใช้ได้กับบุคคลทุกกลุ่ม  ทั้งการพัฒนาศึกษานิเทศก์ พัฒนาผู้บริหารและพัฒนาครู

 

เทคนิคการให้คำปรึกษา

1. ทางตรง   (directive  counseling)

  • ขอให้ครูให้ข้อมูลให้กระจ่างที่จำเป็นต้องแก้
  • ผู้นิเทศสรุปปัญหา-สาเหตุ ครูเห็นด้วยหรือไม่
  • ผู้นิเทศเสนอวิธีแก้ - ทางเลือกให้พิจารณา
  • ให้ครูแสดงความคิดเห็น พิจารณาทางเลือก
  • กำหนดขั้นตอนการแก้ปัญหาที่ชัดเจน
  • ให้ครูตกลงแนวปฏิบัติ กำหนดระยะเวลาดำเนินการ
  • ติดตามประเมินผล

2. ทางอ้อม  (non-directive  counseling)

  • ฟังปัญหาครูอย่างตั้งใจ
  • ผู้นิเทศพูดทบทวนปัญหาเป็นระยะเมื่อครูพูดจบ
  • ผู้นิเทศซักถามครูรู้ปัญหาให้ลึก
  • ให้ครูคิดหาทางแก้ปัญหา กระตุ้นทางเลือกหลายทาง
  • ครูพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด
  • ให้ครูวางแผนดำเนินการแก้ปัญหา กำหนดระยะเวลาดำเนินการ และทรัพยากร
  • ผู้นิเทศทบทวนแผนงานที่ครูวางไว้ สร้างข้อตกลงในการปฏิบัติ

3. แบบผสมผสาน   ให้คำปรึกษาลักษณะปัญหาและลักษณะบุคคลผสมผสานตามสถานการณ์   ผู้นิเทศรู้จักรับฟัง ช่วยให้ครูสามารถหาแนวทางแก้ปัญหาได้เอง ครูมีความภูมิใจ มั่นใจตนเอง แต่ครูต้องการคำแนะนำ ความรู้ ประสบการณ์จากผู้นิเทศ  ผู้นิเทศจึงใช้แบบผสมผสาน

 

4) การให้ครูประเมินตนเอง

 

3.  การนิเทศรายกลุ่ม

  1) การประชุม การอบรมและการอบรมเชิงปฏิบัติการ

1.1 การประชุมปรึกษากับคณะครู

       

 

วัตถุประสงค์

-      ร่วมกันวางแผนดำเนินงาน

-      ร่วมหาแนวทางปรับปรุงคุณภาพ

-      รับทราบปัญหา/แลกเปลี่ยนความคิดเห็น

-      รับทราบข้อมูลเคลื่อนไหวทางการศึกษา

1.2      การสนทนาทางวิชาการ

วัตถุประสงค์

-      ช่วยให้ครูสนใจพัฒนางานวิชาการ

-      เพิ่มพูนความรู้เผยแพร่เทคนิคใหม่ๆ

-      รับทราบความเคลื่อนไหวในวิชาชีพของตน

-      ครูแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเสรี

การอบรม

เตรียมการให้พร้อมตั้งแต่กำหนดการ  บุคคลที่เกี่ยวข้องสถานที่    สิ่งอำนวยบริการบรรยากาศ  สิ่งแวดล้อม ระหว่างอบรม สร้างความประทับใจ รักษาเวลา ให้ข้อมูลที่รวดเร็วเที่ยงตรง ประเมินผลการอบรม

การประชุมเชิงปฏิบัติการ

1. เตรียมการให้พร้อมทุกด้าน

2. ชักจูงผู้ร่วมให้สนใจประชุมอย่างต่อเนื่อง

3. กระตุ้นส่งเสริมผู้เข้าร่วมแสดงศักยภาพ

4. ตาราง/กำหนดการยืดหยุ่นตามสภาพกิจกรรม

5. สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง

   2) การส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน

. กำหนดปัญหา  เป็นการศึกษาปัญหาการวิจัย วิเคราะห์ปัญหา/จุดเด่น/จุดด้อย/ วิธีแก้ /ลำดับสำคัญ และกำหนดปัญหาที่จะดำเนินการ

- กำหนดจุดมุ่งหมาย/การดำเนินการ  เป็นการศึกษาหลักการ/ ทฤษฎี/ เอกสาร/ผลการวิจัย และกำหนดจุดมุ่งหมายดำเนินการศึกษาค้นคว้า

- ดำเนินการศึกษา  โดยการทดลองและรวบรวมข้อมูล

- วิเคราะห์ /สรุป/รายงานผล  เป็นขั้นตอนการวิเคราะห์ใช้สถิติ สรุป อภิปรายผล และเขียนรายงาน ใช้ภาษาเข้าใจง่าย (ความเป็นมา/เอกสารที่ เกี่ยวข้อง/วิธีดำเนินการ/ผลวิเคราะห์/ สรุปอภิปรายข้อเสนอแนะ

- การทดสอบ/แก้ไข  เป็นขั้นนำผลการศึกษาไปใช้ในห้องเรียน วิเคราะห์ สรุปผล แก้ไข ปรับปรุง และขยายผลการศึกษาค้นคว้า

 

 

   3.) การให้บริการทางวิชาการ

- การให้บริการข้อมูลข่าวสาร โดยการเผยแพร่ความรู้โดยใช้เอกสาร/

สื่อมวลชน การจัดศูนย์วิชาการ

-      การนำหลักสูตรไปใช้ โดยจัดหาเอกสารหลักสูตรที่จำเป็นให้ครู  ประชุมชี้แจงให้เข้าใจ

ตรงกัน แนะนำครูจัดทำสื่อ/เอกสารเสริม  ส่งเสริมครูจัดทีมงานพัฒนาการเรียนการสอน และการส่งเสริมครูร่วมพัฒนาหลักสูตร

-      การศึกษาดูงาน  เพื่อให้ครูได้ประสบการณ์กว้างขวาง เห็นแนวทางพัฒนาและ เกิดความ

ตระหนัก กระตือรือร้นที่จะพัฒนางาน

4.  การนิเทศเพื่อการพัฒนา

การนิเทศเพื่อพัฒนา (Developmental Supervision)  เป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา ตามความสามารถที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล  เช่น ผู้นิเทศจะชี้นำเมื่อครูมีความรู้ ความสามารถต่ำ  ครูขาดประสบการณ์  แต่เมื่อครูมีความสามารถสูงเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้

การนิเทศเพื่อการพัฒนาครู คือการพัฒนาครูตามจุดประสงค์   ซึ่งครูจะได้รับการส่งเสริมโดย

ศึกษานิเทศก์ จะให้ความช่วยเหลือครูในการปรับปรุงด้านการสอน มีความสำคัญดังนี้

        1.เกิดพฤติกรรมการสอนที่หลากหลายและประสบความสำเร็จทางการสอน

        2.ครูมีความรู้ในตนเอง การรวบรวมความคิดและคุณธรรม

        3.พัฒนาการของความเป็นผู้ใหญ่ มีความเชี่ยวชาญ และความผูกพันต่อพันธกิจสูง

 

การนำการนิเทศเพื่อการพัฒนาไปใช้

1.เลือกวิธีการในระดับเข้าสู่การนิเทศที่ดีที่สุด

2.นำวิธีการที่เลือกไปใช้

3.สนับสนุนการพัฒนาของครูในขณะที่เพิ่มทางเลือกและหน้าที่ในการตัดสินใจให้แก่ครูทีละน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

ชุมศักดิ์   อินทร์รักษ์,2531. การบริหารและการนิเทศภายใน  ปัตตานี: ภาควิชาการบริหารการศึกษา 

           คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกชัย    กี่สุขพันธ์. การบริหารทักษะและการปฏิบัติ.กรุงเทพมหานคร.สุขภาพสวยใจ.2539

 

กรองทอง จิรเดชากุล . คู่มือการนิเทศภายในโรงเรียน . กรุงเทพ ฯ :  บริษัท สำนักพิมพ์ธารอักษร

            จำกัด , 2550 .

วิไลรัตน์ บุญสวัสด์ิ . หลักการนิเทศการศึกษา . ภาควิชาบริหารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์

            จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2530 .

สุนทร ไคลมี . การจัดการนิเทศภายในโรงเรียน สังกัดสานักงานการประถมศึกษาจังหวัด :

           การศึกษาเฉพาะกรณีจังหวัดกาญจนบุรี . วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต

           จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . 2528 .

สุรศักดิ์  ปาเฮ . “ การนิเทศภายใน หัวใจของการปฏิรูปการเรียนรู้ในโรงเรียน ” วารสารวิชาการ .  ปีที่ 5 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2545 .
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, หน่วยศึกษานิเทศก์ . ชุดสื่อและเครื่องมือนิเทศ การนิเทศภายในโรงเรียน . 2534



ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมี

สำหรับห้องปฏิบัติการ

(Chemical Safety for Laboratory)

 

   กฎทั่วไปในการปฏิบัติงานกับสารเคมี

1.ต้องมีวิธีปฏิบัติงานที่ถูกต้องและปลอดภัย  โดยหัวหน้าห้องปฏิบัติการมีหน้าที่ดูแลการจัดทำวิธีปฏิบัติงานของห้องปฏิบัติการที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมี   โดยอ้างอิงจาก MSDS และ SG ของสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการของห้องปฏิบัติการนั้น

2.บุคลากรทุกคนในห้องปฏิบัติการ ต้องได้รับการ    ฝึกอบรม เพื่อให้ทราบวิธีปฏิบัติงานที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัย ก่อนปฏิบัติงานจริง

- ผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องรู้จักสารเคมีที่ใช้  โดยการศึกษาจาก MSDS และ SG ที่จัดทำโดยผู้ผลิต

-   มีการใช้เครื่องป้องกันอันตราย และ/หรือ อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับชนิดของสารเคมี

- ต้องมีการจัดการสารเคมีที่ถูกต้อง ได้แก่ การเก็บรักษา การใช้ในห้องปฏิบัติการ และการกำจัด ต้องทำอย่างถูกต้องตามคำแนะนำใน MSDS และ SG รวมทั้งต้องติดฉลากบนภาชนะบรรจุสารเคมีและของเสียสารเคมีให้ถูกต้อง 

- จัดทำรายการสารเคมี และปริมาณที่มีไว้ในครอบครองของสารเคมีทุกชนิดที่ใช้ในแต่ละห้องปฏิบัติ­การหรือหน่วยงาน  โดยเฉพาะสารเคมีที่เป็นอันตราย   มีการทบทวนรายการและปริมาณสารเคมีให้เป็นปัจจุบัน  รวมทั้งข้อมูลหน่วยงานหรือผู้ผลิตที่ติดต่อได้ในภาวะฉุกเฉิน

- ทบทวนความจำเป็นในการใช้สารเคมีและวิธีการป้องกันอันตรายจากสารเคมี  วิธีการลดอันตรายจากสารเคมีที่ดีที่สุดคือการใช้สารเคมีอันตรายให้น้อยที่สุด ดังนั้นเมื่อต้องปฏิบัติงานกับสารเคมีที่มีอันตรายสูงหรือกำจัดยาก  ต้องพิจารณาว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่ มีสารตัวอื่นที่อันตรายน้อยกว่าหรือกำจัดได้ง่ายกว่าหรือไม่   - - ต้องมีระบบการเฝ้าระวังและตรวจติดตาม โดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อประเมินว่าบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสารเคมีได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานกำหนดหรือไม่

 

 

มาตรการส่วนบุคคล

1     ต้องเข้ารับการฝึกอบรมวิธีการปฏิบัติงานกับสารเคมีอย่างปลอดภัยตามที่คณะฯหรือหน่วยงานกำหนด

2     ต้องรู้จักสารเคมีที่ตนใช้ และศึกษา MSDS และ SG ของสารเคมีนั้นๆ  ทั้งนี้ MSDS และ SG เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับผู้ปฏิบัติงานเอง  ในการป้องกันตนเองและระวังอันตรายได้อย่างถูกต้อง

3     ต้องปฏิบัติงานตามวิธีปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

หลักทั่วไปสำหรับผู้ปฏิบัติงานใน    ห้องปฏิบัติการที่ใช้สารเคมี

  •  
  • ห้ามดื่ม กิน หรือสูบบุหรี่ในห้องปฏิบัติการ
  • ห้ามเก็บอาหารและเครื่องดื่มไว้ในตู้เย็นหรือที่ใดๆ ในห้องปฏิบัติการ
  • ห้ามทำการแต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอางในห้องปฏิบัติการ
  • ห้ามใส่ contact lens เมื่อต้องทำงานสัมผัสสารเคมี  หากได้รับอุบัติเหตุสารเคมีกระเด็นเข้าตา หรือสัมผัสกับไอระเหยของสารเคมีบางชนิดโดยไม่รู้ตัว   หากจำเป็นต้องใส่ contact lens  ต้องสวมแว่นนิรภัย
  • สวมกางเกงหรือกระโปรงที่คลุมเข่า สวมรองเท้าหุ้มส้นที่ปิดนิ้วเท้า เพื่อป้องกันขาและเท้าจากอันตรายเมื่อสารเคมีหรือภาชนะหกหล่น  รวบผมให้เรียบร้อย ไม่ควรใส่กำไล สร้อยข้อมือ  หรือแหวน  เมื่อทำงานกับสารเคมี
  • ขณะปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ ต้องสวมเสื้อกาวน์ และให้ถอดออกเมื่อออกจากห้อง
  • ห้ามรบกวนสมาธิผู้ที่กำลังปฏิบัติงาน
  • ห้ามนำเด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาในห้องปฏิบัติการ  เพราะอาจได้รับอันตราย  และยังรบกวนสมาธิอีกด้วย
  • ห้ามใช้ปากดูดปิเปตต์  ให้ใช้ลูกยางขนาดที่เหมาะสม
  • ต้องใช้เครื่องป้องกันและ/หรืออุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสม ขณะปฏิบัติงานกับสารเคมี
  • อ่านฉลากก่อนหยิบใช้สารเคมีทุกครั้ง เพื่อป้องกันการหยิบผิด
  • ในการเทสารเคมีให้เทด้านตรงข้ามฉลากเพื่อไม่ให้สารเคมีไหลเลอะฉลาก
  • การแบ่งสารเคมีมาใช้ต้องกะปริมาณให้พอดีไม่ใช้สารเคมีมากเกินกว่าที่กำหนด
  • การใช้สารเคมีซึ่งเป็นพิษต่อสุขภาพที่เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ ต้องทำในตู้ดูดไอสารเคมี (fume hood)
  • การเจือจางกรด ให้เทกรดเข้มข้นลงสู่น้ำยาที่เจือจางน้อยกว่าเสมอ ควรสวมแว่นและทำในตู้ดูดไอสารเคมี

 

 

 

 

การจัดซื้อและตรวจรับสารเคมี

1.  ก่อนสั่งซื้อสารเคมีต้องทราบข้อมูลการกำจัดสารเคมี  โดยให้ถามจากผู้ขาย  

  1. เมื่อสั่งซื้อสารเคมี  ต้องขอ MSDS และ SG ของสารเคมีนั้นจากผู้ผลิต/ผู้แทนจำหน่ายทุกครั้ง
    1. ไม่ควรซื้อสารเคมีขวดใหญ่เกินไป หากเหลือใช้หรือเปลี่ยนวิธีวิเคราะห์ใหม่จะมีสารเคมีตกค้าง 
    2. เมื่อตรวจรับสารเคมี ต้องตรวจสภาพทั่วไปของภาชนะบรรจุว่าไม่มีรอยเปิดหรือชำรุด  และฉลากระบุชื่อสารเคมีและรายละเอียดอื่นๆ บนภาชนะนั้น ต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่หลุดลอก  ให้บันทึกวันที่รับสารเคมีไว้ที่ข้างขวด และวงรอบวันหมดอายุให้เห็นชัด  วงป้ายเตือน (เช่น flammable หรือ corrosive) ด้วยปากกาทำเครื่องหมายสีแดง
    3. ลงบันทึกการรับสารเคมี พร้อมทั้งลงชื่อผู้รับของและผู้ส่งของไว้เป็นหลักฐาน
    4. ทำความเข้าใจ MSDS และ SG ซึ่งผู้ขายต้องให้มาพร้อมสารเคมี  เก็บ MSDS และ SG เป็นหมวดหมู่ในที่เหมาะสม  ให้สามารถใช้อ้างอิงได้ทันทีที่ต้องการ
    5. ถ้ามีการทำสัญญาซื้อปีละครั้ง ควรทำความตกลงกับผู้ขายให้ทยอยส่งของตามปริมาณการใช้  โดยอย่าให้มีการส่งของมากเกินไปในแต่ละครั้ง  เพราะต้องใช้พื้นที่เก็บมากและเก็บไว้นาน

        การเก็บรักษาสารเคมี  มีหลักการทั่วไปดังนี้

ก.  เก็บรักษาตามคำแนะนำใน MSDS และ SG

ควรมีการควบคุมสภาวะแวดลอมใหเหมาะสมกับการจัดเก็บ เชน จัดวางใหอยูในที่อากาศถายเทไดดี จัดเก็บหางจากแหล่งกําเนิดความร้อน เปลวไฟ หรือประกายไฟ ไมควรถูกแดดสองถึงโดยตรง  ห้ามสูบบุหรี่ในบริเวณที่เก็บสารเคมี  ควรมีการดูแลความสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ ไม่ให้มีสิ่งกีดขวางตามทางเดินรอบๆ ถ้าเป็นไปได้ควรมีห้องหรือสถานที่เก็บสารเคมีโดยเฉพาะ แยกจากห้องปฏิบัติการ

ข.  ชั้นวางสารเคมีควรมีแผนปดดานหลังและดานขาง และมีขอบกั้นด้านหน้า หรืออาจยกดานหนาของชั้นใหสูงขึ้นประมาณ 1/4 นิ้ว  เพื่อปองกันไมใหขวดสารเคมีหลนจากชั้น 

ค.  ควรจัดวางสารเคมีอยางเปนระเบียบ ไม่หนาแน่นเกินไป

ง.   ควรวางสารเคมีให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงกว่าระดับสายตา  ถ้าเป็นขวดหรือภาชนะบรรจุขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมากให้วางชั้นล่างสุด

จ.   ไมควรจัดเก็บสารเคมีโดยเรียงลําดับตามตัวอักษรแตเพียงอย่างเดียว  สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาระหว่างกันได้ง่าย หรืออาจเรียก สารเคมีที่เขากันไมได ไมควรวางเก็บไวใกลกัน เชน สารเคมีที่เปนดางไมควรเก็บไวใกลสารเคมีที่เปนกรด และสารเคมีชนิดออกซิไดส์ควรจะเก็บแยกจากชนิดรีดิวซ์

ฉ. ภาชนะบรรจุสารเคมีต้องมีฝาปิดแน่นสนิท อากาศเข้าไม่ได้  

ช.  ทำตามข้อควรระวังในการเก็บสารเคมีแต่ละประเภท  ตัวอย่างข้อควรระวังที่สำคัญ เช่น

  • สารกัดกร่อน  ควรวางภาชนะที่บรรจุสารกัดกร่อนไว้ในถาด หรือซ้อนไว้ในภาชนะอีกชั้นหนึ่ง
  • สารเคมีที่ติดไฟง่ายชนิดที่ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นชนิดกันระเบิด  
  • สารพิษ และสารก่อมะเร็ง ต้องเก็บในที่มิดชิด  โดยใส่ตู้เก็บแยกกัน ต่างหากจากสารเคมีอื่น มีข้อความ "สารพิษ" และ "สารก่อมะเร็ง" ติดให้เห็นชัดเจน

ซ. สารเคมีที่เหลือจากการนำออกไปใช้งานแล้ว  ห้ามเทกลับลงในขวดหรือภาชนะเดิมอีก

ฌ.                ตรวจสอบสารเคมีเป็นระยะว่ามีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่  ตรวจหาสิ่งที่แสดงว่าสารเคมีเสื่อม  เช่น ฝามีรอยแยก  การตกตะกอนหรือแยกชั้น  มีการตกผลึกที่ก้นขวด  เป็นต้น   สารเคมีที่เสื่อมไม่ควรเก็บไว้ใช้ต่อ  ต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี

ญ.                สารเคมีที่ไม่มีป้ายชื่อบอก หรือมีสารอื่นเจือปนอยู่ หรือสารใดๆ ที่ไม่ต้องการ ต้องส่งไปกำจัดทิ้งอย่างเหมาะสม 

ฉลากบนภาชนะบรรจุสารเคมี   ภาชนะใส่สารเคมีทุกชนิด  ต้องติดฉลากที่มีข้อมูลต่อไปนี้ให้ชัดเจน

ก.  ชื่อสารเคมีและส่วนประกอบที่มีความเป็นพิษของสารเคมี

ข.  คำเตือนที่เฉพาะเจาะจงต่อการเป็นอันตรายของสารเคมีที่บรรจุอยู่ (hazard warning) และข้อควรระวังในการเก็บและการใช้สารเคมีนั้นๆ

ค.  ชื่อผู้ผลิตและ/หรือตัวแทนจำหน่าย

ง.       ข้อมูลการรักษาพยาบาลเบื้องต้น

จ.  บันทึกวันที่รับสารเคมีและวันเปิดใช้

 

 

  ชื่อสารเคมี .................

  ผู้เตรียม / แบ่ง .........

  วันที่เตรียม / แบ่ง ....

  วันหมดอายุ ...............

  สถานที่ / วิธีเก็บ .......

 

 

 

 

 

 

 

 

 


การจัดให้มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่จำเป็นในห้องปฏิบัติการ

 

ก.  มีชุดน้ำยาล้างตา หรือ น้ำเกลือ  เตรียมไว้กรณีเกิดอุบัติเหตุสารเคมีเข้าตา

ข.  ควรมีอ่างล้างหน้าที่สามารถเข้าไปถึงได้ทันที

ค.  หากเป็นไปได้ควรมีอ่างล้างตา ซึ่งต้องดูแลให้ใช้งานได้อยู่เสมอ

การทิ้งและการกำจัดสารเคมี

การทิ้งสารเคมีจากห้องปฏิบัติการ   หลักปฏิบัติเมื่อจะทิ้งสารเคมีที่ใช้แล้วหรือของเสียสารเคมีที่เกิดจากกระบวนการในห้องปฏิบัติการ มีดังนี้

 

ก.    ปฏิบัติตามคำแนะนำใน MSDS และ SG ของสารเคมีแต่ละชนิด 

ข.    สารเคมีที่ทิ้งลงอ่างน้ำหรือท่อน้ำทิ้งได้เลย ได้แก่

  • สารละลายที่เป็นกลาง และสารระคายเคือง เช่น sodium chloride
  • สารละลายบัฟเฟอร์
  • สีย้อมเซลล์และเนื้อเยื่อซึ่งล้างออกจากแผ่นสไลด์

ค.    สารเคมีที่สามารถทิ้งลงอ่างน้ำหรือท่อน้ำทิ้งได้  แต่ต้องทำให้เจือจางก่อน ได้แก่

  • สารกัดกร่อน เช่น hydrochloric acid, sodium hydroxide เป็นต้น  สารเคมีที่เป็นกรดหรือด่างนี้ ต้องเจือจางให้ต่ำกว่า 1 M (1 โมล/ลิตร) ก่อนเททิ้งลงอ่างน้ำ และเมื่อเทลงอ่างแล้วให้เปิดน้ำล้างตามมากๆ
  • สารกลุ่ม volatile organic เช่น formaldehyde ต้องเจือจางด้วยน้ำให้เป็น 0.1% ก่อนทิ้ง  ส่วน glutaraldehyde ต้องเจือจางด้วยน้ำให้เป็น 1% ก่อนทิ้ง เป็นต้น

ง.     สารเคมีหรือสารละลายที่ประกอบด้วยสารต่อไปนี้ ห้ามทิ้งลงอ่างน้ำหรือท่อน้ำทิ้งเด็ดขาด ได้แก่ 

  • สารไวไฟสูง และ solvent ที่ไม่ละลายน้ำ  เช่น ethyl ether, hexane, acetone เป็นต้น  solvent ปริมาณไม่มาก
  • สารพิษ และสารก่อมะเร็ง เช่น acrylamide, mercury, ethidium bromide เป็นต้น
  • สารไวปฏิกิริยากับน้ำ เช่น โลหะโซเดียม เป็นต้น

 

จ.    การรวบรวมของเสียสารเคมีเพื่อรอกำจัด  ให้หน่วยงานปฏิบัติดังนี้

  • รวบรวมสารเคมีที่ต้องทิ้งใส่ภาชนะที่ทนการกัดกร่อน เช่น ขวดแก้ว  โดยแยกประเภทของแข็งหรือของเหลว  และแยกตามประเภทสารเคมี  
  • ติดฉลากชนิดของสารเคมีและปริมาณที่อยู่ในแต่ละภาชนะ  รวมทั้งวันที่ทิ้ง
  • จัดเก็บตามข้อควรระวังของสารเคมีแต่ละประเภท  แต่ควรแยกจากสารเคมีที่ยังเก็บไว้ใช้ 
  • แจ้งสำนักผู้อำนวยการ แล้วรอส่งให้หน่วยงานของโรงพยาบาลนำไปกำจัดโดยบริษัทภายนอกต่อไป

ฉ.   ภาชนะในห้องปฏิบัติการที่ใช้แล้วและเปื้อนสารเคมี ให้ผู้ใช้สารเคมีล้างสารเคมีจากภาชนะจนเจือจางก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่ล้างนำไปล้างต่อ

ช.    ขวดที่เคยใส่สารเคมีแล้วจะทิ้ง ต้องนำสารเคมีออกให้หมดก่อน  เช่น  ขวดใส่ solvent ให้เปิดไล่ไอระเหยของ solvent ในตู้ดูดไอสารเคมีให้หมด เป็นต้น

ซ.   ขยะที่ปนเปื้อนสารเคมีให้ทิ้งลงในถังขยะสารเคมี (ถุงรองรับสีขาว) เท่านั้น ห้ามทิ้งในถังขยะทั่วไป (ถุงรองรับสีเหลือง) หรือถังขยะติดเชื้อ (ถุงรองรับสีแดง)

 

การปฏิบัติเมื่อเกิดการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย

5.1  แนวปฏิบัติทั่วไปเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากสารเคมี

ก.  กำจัดหรือเจือจางสารเคมีที่สัมผัส

  • สารเคมีกระเด็นเข้าตา

-       ใช้น้ำสะอาดล้างตา ให้ล้างต่อเนื่องตลอดเวลาจนแน่ใจว่าเพียงพอแล้ว อย่างน้อย 15 นาที

-       เปิดเปลือกตาดูว่าล้างสะอาดหมดจริง  ห้ามขยี้ตา

  • สารเคมีหกรดถูกร่างกาย

-       ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนสารเคมีออก เปิดน้ำให้ไหลผ่านร่างกายจาก safety shower หรือใช้สายยางรดอย่างน้อย 15 นาที

-       ต้องให้แน่ใจว่าไม่มีสารตกค้างอยู่ในรองเท้า

  • การกินสารเคมี  ให้ดื่มน้ำปริมาณมากๆ (ยกเว้นสารเคมีประเภทกรด ด่าง หรือน้ำมัน)

ข.  สอบถามข้อมูลวิธีปฏิบัติจากศูนย์พิษวิทยา โทร.7007 และ/หรือดูเอกสารวิธีปฏิบัติงานเมื่อสารเคมีหกหล่น

ค.  ไปพบแพทย์ตามคำแนะนำของศูนย์พิษวิทยา

ง.   รายงานหัวหน้าห้องปฏิบัติการให้ทราบ

จ.  บันทึกและส่งรายงานอุบัติการณ์

ฉ. แนวปฏิบัติในการทำความสะอาดสารเคมีที่หกหรือปนเปื้อน

ก.  การปนเปื้อนน้อย (minor chemical spill) หมายถึง การที่มีสารเคมีประเภทกรด-ด่างเข้มข้น ของเหลวไวไฟ สารก่อมะเร็ง และสารพิษ ที่มีปริมาตรน้อยกว่า 250 มล. หรือ น้อยกว่า 450 กรัม (กรณีที่เป็นของแข็ง) หกหล่นอยู่เฉพาะพื้นที่ภายในห้องปฏิบัติการ เช่น 1 N HCl ปริมาณ 100 มล. เป็นต้น หรือการที่มีสารเคมีประเภทสารไม่ไวไฟ สารเป็นกลาง และสารเป็นพิษต่ำ ที่มีปริมาตร  1-10 ลิตร เช่น สารละลายบัฟเฟอร์ หกหล่นอยู่เฉพาะพื้นที่ภายในห้องปฏิบัติการ ให้ปฏิบัติดังนี้

1)   แจ้งให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นทราบทันที

2)   สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม  อาจต้องใช้ทั้งถุงมือ  เสื้อคลุมแขนยาว  ผ้ากันเปื้อน  แว่นตานิรภัย (safety goggle) หรือหน้ากาก (face shield)

3)   หลีกเลี่ยงการสูดดม โดยเปิดเครื่องดูดอากาศ ตู้ดูดไอสารเคมี และเปิดหน้าต่างให้ระบายอากาศ

4)   ห้ามเดินผ่านบริเวณที่สารเคมีหก  เพราะอาจทำให้สารกระจายไปพื้นที่อื่น

5)   ทำให้สารเคมีที่หกมีพื้นที่เล็กที่สุดโดยใช้วัสดุดูดซับ กันรอบๆ ขอบพื้นที่หก  เช่น ใช้ dry sand

6)   สำหรับสารทั้งกรดและด่าง ให้ใช้ sodium bicarbonate เพื่อลดความเป็นกรดด่าง 

7)   รวบรวมสารเคมีที่หกใส่ในภาชนะ  ติดฉลากภาชนะให้ถูกต้อง  นำไปกำจัดทิ้งตามวิธีที่เหมาะสมสำหรับสารนั้นๆ

8)   ทำความสะอาดบริเวณที่สารเคมีหก โดยการล้างด้วยน้ำแล้วเช็ดพื้นให้แห้ง

9)   รายงานให้หัวหน้าห้องปฏิบัติการทราบ

ข.                การปนเปื้อนมาก (major chemical spill) หมายถึงการที่มีสารเคมีประเภทกรด-ด่างเข้มข้น ของเหลวไวไฟสูง สารก่อมะเร็ง และสารพิษ ที่มีปริมาตรมากกว่า 250 มล. หรือปริมาณมากกว่า 450 กรัม (กรณีเป็นของแข็ง)

  1. 1.    - แจ้งผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นให้ทราบและอพยพออกไปจากพื้นที่โดยด่วน

-ปิดหรือหยุดการปฏิบัติงานทุกอย่างที่ทำให้เกิดประกายไฟและความร้อน  เปิดเครื่องดูดอากาศ ตู้ดูดไอสารเคมี และเปิดหน้าต่างให้ระบายอากาศ

-  ถ้าเป็นสารไวไฟ ย้ายแหล่งที่จะเกิดประกายไฟหรือแหล่งความร้อนออกไปจากพื้นที่ เพื่อป้องกันการเกิดไฟไหม้

- ให้การปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยนำส่งห้องฉุกเฉิน หากมีผู้ที่ถูกสารเคมีหกรด ให้ถอดเสื้อผ้า และล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาด โดยใช้น้ำจากฝักบัว เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที  และนำผู้บาดเจ็บส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิษวิทยา

-รายงานผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือผู้แทนที่เกี่ยวข้องทันที  โดยแจ้ง

  • ชื่อผู้แจ้ง เบอร์โทรศัพท์
  • ชนิด ชื่อสารเคมี

สถานที่เกิดเหตุ ตึกใด ชั้นและห้องใด และเวลาที่เกิดเหตุ

  • ปริมาณสารเคมีที่หกรดปนเปื้อน

2)   หลังจากอพยพคนออกหมดแล้ว ให้ปิดประตูห้องที่เกิดเหตุ

3)   เตรียมเอกสาร MSDS และ SG ไว้           และให้ผู้ที่ทราบการเกิดเหตุการณ์คอยให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง

4)   ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีขณะปฏิบัติงาน  ต้องรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การปฏิบัติเมื่อเกิดไฟไหม้จากสารเคมี

ก.  กรณีเกิดไฟลุกไหม้เล็กน้อยบนโต๊ะปฏิบัติการหรือพื้นห้องปฏิบัติการ เช่น ไฟลุกติด 70% ethanol ให้ใช้ผ้าหนาๆ คลุมไฟ หรือใช้ผ้าห่มคลุมไฟ (fire blanket) หรือ dry sand

ข.  กรณีเกิดเพลิงไหม้เล็กน้อยในห้องปฏิบัติการหรือห้องเก็บสารเคมี ให้ใช้ถังดับเพลิงชนิดสารเคมีแห้ง (ดับวัสดุชนิด A B C) หรือถังดับเพลิงชนิดบรรจุคาร์บอนไดออกไซด์ ยกเว้น ไฟไหม้สารเคมีประเภทสารออกซิไดส์ทุกชนิด ฟอสฟอรัสขาวและฟอสฟอรัสเหลือง ให้ใช้น้ำดับเพลิง เท่านั้น

ค.  กรณีเกิดเพลิงไหม้รุนแรงให้ดึงสัญญาณแจ้งเหตุไฟไหม้ แล้วโทรแจ้งเหตุด่วน เหตุร้าย หมายเลขโทรศัพท์ภายใน 7222, 7333 และ 8333 แล้วรีบออกนอกพื้นที่ทันที

 

 

 

แหล่งข้อมูล MSDS ของสารเคมี

  • ฉลากที่ขวดบรรจุสารเคมีและเอกสารที่แนบมาด้วยมักจะรวบรวมข้อมูลสำคัญของสารเคมีไว้
  • สามารถขอ MSDS ได้จากบริษัทผู้ขายเคมีภัณฑ์ หรือจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
  • สืบค้นได้จากฐานข้อมูลต่างๆ  เช่น
    ฐานข้อมูล MSDS ภาษาไทย

-    ฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ ที่ http://msds.pcd.go.th

ฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้สารเคมีของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขที่ www.anamai.moph.go.th

-    ฐานข้อมูลการจัดการความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ http://www.chemtrack.org

-    ฐานข้อมูลความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ ที่ http://ilo.ilobkk.or.th/osh/

-    กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ (www.diwsafety.org)

-    ฐานข้อมูล MSDS ของบริษัท เมอร์ค (ประเทศไทย) จำกัด www.merck.co.th

ฐานข้อมูล MSDS ของต่างประเทศ เช่น  http://www.SIRI.org, http://www.msdsonline.com


  ของเสียไม่อันตราย (Non-hazardous waste)

ของเสียไม่อันตราย  และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง

 


Agar

Albumen

Aluminum Hydroxide

Aluminum Metal

Aluminum Oxide

Amino Acids (alpha and naturally occurring salts)

Ammonium Acetate

Ammonium Bicarbonate

Ammonium Carbonate

Ammonium Chloride

Ammonium Lactate

Ammonium Molybdate

Ammonium Phosphate

Ammonium Sulfamate

Ammonium Sulfate

Ascorbic Acid

Beef Extract

Benzoic Acid

Blood Agar Base

Boric Acid

Brain Heart Infusion

Brillant Blue

Brom Phenol Blue

Broth Nutrient

Buffer Solution

Calcium Carbonate

Calcium Chloride

Calcium Citrate

Calcium Floride

Calcium Lactate

Calcium Oxide

Calcium Phoshpate

Calcium Sulfate

Camphor

Casamino Acid

Cellulase

Cerelose (Glucose)

Charcoal, Animal

Cholesterol

Chromatographic absorbent

Citric Acid

Cobalt Oxide

Copper Oxide

Crystal Violet

Cupric Acetate

Dextrose

Diethylene Glycol

Dowex Resin

Drierite

Ethylene Glycol

Exchange Resin

Extract, Malt

Extract, Yeast

Ferric Chloride

Ferric Nitrate

Ferric Sulfate

Ferrous Ammonium Sulfate

Ferrous Chloride

Galactose

Glucose

Glutamic Acid

Graphite

Gum Arabic

Gum Guaiac

Hecadecane

Hematoxylin

Hemo-De

Iron Oxide

Kaolin

Kodak Stop Bath

Lactic Acid

Laryl Sulfate

Lithium Carbonate

Lithium Chloride

Lithium Sulfate

Litmus Mild

Lyson

Magnesium Borate

Magnesium Carbonate

Magnesium Chloride

Magnesium Citrate

Magnesium Lactate

Magnesium Oxide

Magnesium Phosphate

Magnesium Sulfate

Malic Acid

Manganese Acetate

Manganese Chloride

Manganese Dioxide

Manganese Sulfate

Mannose

Methyl Red

Methyl Salicylate

Methylene Blue

Molybdic Acid

Nitictinic Acid

Oleic Acid

Orcinol

Pepsin

Petrolatum

Phosphotungstic Acid

Phthalic Acid

Potassium Acetate

Potassium Bicarbonate

Potassium Bisulfate

Potassium Bitartrate

Potassium Bromate

Potassium Bromide

Potassium Carbonate

Potassium Citrate

Potassium Iodide

Potassium Lactate

Potassium Phosphate

Potassium Sodium Tartrate

Potassium Sulfate

Potassium Sulfite

Potassium Sulfocyanate

Riboflavis

Salicylic Acid

Sodium Acetate

Sodium Ammonium Phosphate

Sodium Benzoate

Sodium Bicarbonate

Sodium Bisulfate

Sodium Borate

Sodium Bromide

Sodium Chloride

Sodium Citrate

Sodium Dodecyl Sulfate

Sodium Formate

Sodium Iodide

Sodium Lactate

Sodium Phosphate

Sodium Salicylate

Sodium Silicate

Sodium Succinate

Sodium Sulfate

Sodium Sulfite

Sodium Tartrate

Sodium Thioglycollate

Sodium Thiosulfate

Sodium Tungstate

Stearic Acid

Strontium Carbonate

Strontium Phosphate

Strontium Sulfate

Succinic Acid

Sugars

Sulfur

Tartaric Acid

Thymol

Tin Oxide

Trypticase

Urea

Zinc Oxide

 


 

ข้อปฏิบัติในการกำจัดของเสียไม่อันตราย

1. ถ้าเป็นสารเคมีสภาพดี เหลือใช้ ที่ห้องปฏิบัติการอื่นสามารถนำไปใช้ได้  อย่าเพิ่งทิ้ง  กรุณารวมไว้กับรายชื่อสารเคมีรอกำจัด  แต่ทำเครื่องหมายที่ช่อง ยังใช้ได้

2. สารเคมีที่ทิ้งเองทุกชนิด  ต้องบันทึก ชื่อและปริมาณสารเคมี วิธีทิ้งและวันเวลาที่ทิ้ง   เพื่อจะสามารถตรวจสอบได้หากมีปัญหาท่อน้ำทิ้งหรือระบบบำบัดน้ำเสียภายหลัง   ส่วนสารเคมีที่ทิ้งเป็นประจำนั้น  ห้องปฏิบัติการต่างๆ ได้เคยส่งรายการให้ ผศ.ดร.นพ.ชัชวาล ศรีสวัสดิ์ รวบรวมมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้  หากมีรายการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลง ขอให้ปรับรายการให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ   ซึ่งคณะกรรมการฯ จะดำเนินการรวบรวมเป็นระยะๆ

3. ของเสียไม่อันตรายที่เป็นของแข็ง ปริมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัม สามารถทิ้งลงถังขยะตามปกติ (ถุงดำ) ได้  โดยควรใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด  พร้อมทั้งติดฉลากชื่อให้ชัดเจน   ของแข็งปริมาณเกิน 1 กิโลกรัมให้ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี ก่อนทิ้ง (ปรึกษาที่ คุณสุวัฒน์ ดำนิล โทร. 8392)

4. ของเสียไม่อันตรายซึ่งเป็นของเหลวที่ละลายน้ำได้  pH เป็นกลาง  ปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร  ความเข้มข้นไม่เกิน 1 โมล/ลิตร  สามารถเทลงอ่างได้ตามปกติ   ของเหลวปริมาณเกินกำหนดให้แบ่งทิ้งวันต่อๆ ไป  จนกว่าจะหมด

5. ของเหลวที่ละลายน้ำไม่ได้  หรือมีกลิ่น  ให้ส่งกำจัดเท่านั้น

ประเภทของสารอันตราย

          ข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก  ได้แบ่งประเภทของสารอันตรายเป็น 9 ประเภท  หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประเภทของสารเคมี  ให้ดูจาก MSDS ของสารเคมีนั้นจะดีที่สุด  หรือโทร. 7007, 8392 ศูนย์พิษวิทยา

ตารางที่ ประเภทของสารอันตราย

 

Class

ประเภท / คำอธิบาย

ตัวอย่าง

1

สารระเบิดได้ = สารที่ระเบิดได้ง่าย เมื่อได้รับความร้อนสูงเกิน 40 oซ. หรือได้รับประกายไฟหรือเกิดการกระแทก หรือการเสียดสี

amyl nitrite, dinitrobenzene, iodobenzene, nitrocellulose, nitrogen trichloride, trinitromethane, ammonium nitrate, ammonium perchlorate, picric acid, lead azide

2

แก๊ส

 

2.1

แก๊สไวไฟ, แก๊สพิษ, แก๊สกัดกร่อน

acetylene, n-butane, butene, cyanogens, ethylene oxide, hydrogen, ethylene, formaldehyde, ethane, carbon monoxide, isobutene, vinyl chloride, ammonia, boron trichloride, chlorine, hydrogen chloride, methyl bromide, nitrogen dioxide, nitric oxide, vinyl chloride, hydrogen bromide

2.2

แก๊สอัดภายใต้ความดัน ที่ไม่ใช่ข้อ 2.1

argon, carbon dioxide, oxygen, nitrogen, helium, chlorotrifluoromethane

3

ของเหลวไวไฟ = ของเหลวที่มีจุดวาบไฟ < 60 oซ.

 

3.1

ของเหลวที่มีจุดวาบไฟน้อยกว่า -18 oซ.

gasoline

3.2-4

ของเหลวไวไฟอื่นๆ

acetone, methanol, acetonitrile, dibuthyl ether

4

ของแข็งไวไฟ  ได้แก่

 

4.1

ของแข็งซึ่งขนส่งในสภาวะปกติ เกิดติดไฟ และลุกไหม้อย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุจากการเสียดสี หรือจากความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ จากกระบวนการผลิต หรือปฏิกิริยาของสารเอง

aluminum carbide, aluminum powder, magnesium metal, paraformaldehyde, potassium amide, sulfur powder, calcium hydride, red phosphorus

4.2

สารที่ลุกติดไฟได้เอง ภายใต้การขนส่งในสภาวะปกติ หรือเมื่อสัมผัสกับอากาศแล้ว เกิดความร้อน จนถึงลุกติดไฟ

barium metal, rubidium metal, sodium metal, lithium metal, potassium metal, calcium metal

4.3

ของแข็งไวปฏิกิริยากับน้ำ  - เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้ว จะปล่อยแก๊สไวไฟออกมา หรือเกิดการลุกไหม้ได้เอง เมื่อสัมผัสกับน้ำ หรือไอน้ำ

aluminum carbide, calcium hydride, sodium ethoxide, sodium amide, magnesium nitride

 

 

 

5

สารออกซิไดส์และสารเพอร์ออกไซด์  = สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยารุนแรง หรือเกิดการระเบิด เมื่อได้รับความร้อนหรือสัมผัสกับสารรีดิวซ์

 

5.1

สารซึ่งทำให้หรือช่วยให้สารอื่นติดไฟได้ โดยการให้ออกซิเจน หรือสารออกซิไดส์อื่น ซึ่งตัวมันจะติดไฟหรือไม่ก็ตาม

nitrates, hydrogen peroxide

5.2

สารประกอบอินทรีย์ที่มีโครงสร้าง "-O-O-" ซึ่งเป็นสารออกซิไดส์ที่รุนแรง  สามารถระเบิดสลายตัว หรือไวต่อความร้อน การกระเทือน หรือการเสียดสี

methyl ethyl ketone, isopropyl hydroperoxide

6

สารพิษและสารติดเชื้อ

 

6.1

สารพิษ (toxic substance)

cyanide, insecticides, cadmium compound, bacterial toxins, arsenic compound

6.2

สารติดเชื้อ (infectious substance)

 

7

สารกัมมันตรังสี

 

8

สารกัดกร่อน (corrosive substance) = สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนวัสดุและทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต

acetic acid, benzoyl chloride, chromic acid, hydrochloric acid, nitric acid, phosphoric acid, bromoacetic acid, phenol, nitrophenols, oxalic acid, trichloroacetic acid

9

สารที่อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสารอันตรายอื่นที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 8 ประเภทที่กล่าวแล้ว

dry ice, ammonium chromate, chromic acid, thiourea, glutaraldehyde, hydrochloride, methanol, bromobenzene, carbon tetrachloride, chlorobenzene, ethyl chloroacetate, bromomethane, chlorodifluoromethane (HCFC-22), chloro-trifluoro methane (CFC-13), bromo-chlorodifluoromethane (H-1211)

 

สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้

 การแยกเก็บสารเคมีตามประเภทของสารเคมีอันตราย

หมายเหตุ -  Class หมายถึง class ของสารเคมีตามตาราง

            FS หมายถึง ต้องจัดเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ

              PR หมายถึง ห้ามอยู่ใกล้เคียงกัน ต้องแยกจากกันอย่างน้อย 10 เมตร

            SG หมายถึง ต้องแยกจากกันอย่างน้อย 3 เมตร

            NA หมายถึง สามารถจัดเก็บบริเวณเดียวกันได้

            ตารางนี้ไม่รวม สารระเบิดได้ (class 1), สารติดเชื้อ (class 6.2), และสารกัมมันตรังสี (class 7)

 

Class

2.1

2.2

3.1

3.2-4

4.1

4.2

4.3

5.1

5.2

6.1

8

9

2.1

NA

NA

FS

FS

FS

PR

FS

PR

PR

FS

FS

SG

2.2

NA

NA

SG

SG

SG

FS

SG

SG

FS

SG

SG

SG

3.1

FS

SG

NA

NA

FS

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

3.2-4

FS

SG

NA

NA

SG

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.1

FS

SG

FS

SG

NA

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.2

PR

FS

FS

FS

FS

NA

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.3

FS

SG

FS

FS

FS

FS

NA

PR

PR

FS

FS

SG

5.1

PR

SG

PR

PR

PR

PR

PR

NA

FS

FS

FS

FS

5.2

PR

FS

PR

PR

PR

PR

PR

FS

NA

PR

FS

FS

6.1

FS

SG

FS

FS

FS

FS

FS

FS

PR

NA

SG

SG

8

FS

SG

SG

SG

SG

SG

FS

FS

FS

SG

NA

SG

9

SG

SG

SG

SG

SG

SG

SG

FS

FS

SG

SG

NA

 

ตัวอย่างอันตรายที่เกิดจากปฏิกิริยาของสารที่เข้ากันไม่ได้

 

ลักษณะของอันตราย

ปฏิกิริยา

เกิดการคายความร้อน เดือด

Acid + water

เกิดแก๊สไวไฟ

Sulfide + Calcium hypochlorite, Acid + Metal

เกิดสารที่ไวต่อการกระแทก

Ammonia + iodine

เกิดการระเบิด

Picric acid + NaOH

ทำให้ความดันในภาชนะปิดสูงขึ้น

สารดับเพลิง

เกิดแก๊สพิษ

Sulfuric acid + Plastic, Chlorine + ammonia

การละลายของสารพิษ

Hydrochloric acid + Chromium

การแพร่กระจายของฝุ่นและละอองสารพิษ

Phosphorus trichloride + water

ปฏิกิริยา polymerization ที่รุนแรง

Ammonia + acrylonitrile

ตัวอย่างสารเคมีที่ไม่ควรจัดเก็บร่วมกัน

 

สารเคมี

ไม่ควรจัดเก็บร่วมกับ

ผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเก็บร่วมกัน

กรด

Cyanide salts, Cyanide solution

Highly toxic cyanide gas

กรด

Sulfide salts, Sulfide solution

Highly toxic hydrogen sulfide gas

กรด

ผงฟอกสี (Bleach)

Highly toxic chlorine gas

Oxidizing acid (e.g.nitric acid)

Alcolhol, solvent

อาจเกิดไฟไหม้

Alkali metals  (e.g. Na, K)

น้ำ

เกิดแก๊สไฮโดรเจนที่ติดไฟได้

Oxidizing agents (e.g.,nitric acid)

Reducing agents

อาจเกิดไฟไหม้ หรือระเบิด

Hydrogen peroxide

Acetone

หากมีกรดและได้รับความร้อน อาจเกิดการระเบิด

Hydrogen peroxide

Acetic acid

หากได้รับความร้อน อาจเกิดการระเบิด

Hydrogen peroxide

Sulfuric acid

อาจเกิดการระเบิด

 

 

     ตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บสารเคมีแบบเรียงตัวอักษรโดยไม่แยกประเภท  หรือคำนึงถึงความเข้ากันได้

 

Acetic anhydride + acetaldehyde

เกิดปฏิกิริยาควบแน่นที่รุนแรง อาจเกิดระเบิด

Cupric sulfide + Cadmium chlorate

ระเบิดได้ เมื่อสัมผัสกัน

Silver + Tartaric acid

เป็นสารระเบิด

Sodium cyanide + Sulfuric acid

เกิดแก๊สพิษ

 

 

คู่มือกำจัดสารเคมี  ตุลาคม-ธันวาคม 2549

โดย คณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี  โรงพยาบาลศิริราช

 

โรงพยาบาลศิริราช โดยผู้อำนวยการโรงพยาบาล และคณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสาร
เคมี  กำลังดำเนินการจัดตั้งระบบบริหารจัดการสารเคมี  เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับ
บริการ บุคลากรอื่นๆ และสิ่งแวดล้อม   ในการนี้เนื่องจากภายในโรงพยาบาลศิริราชมีสารเคมีที่เหลือใช้  หมดอายุ  หรือเป็นของเสีย  เก็บอยู่ตามห้องปฏิบัติการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อรอส่งกำจัด  รวมแล้วเป็นปริมาณมากและเก็บมาเป็นเวลานาน   ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย  และเป็นการเริ่มต้นสร้างระบบที่ดี  คณะกรรมการฯ จึงกำหนดให้มีการกำจัดสารเคมีดังกล่าวให้หมดสิ้นไปจากโรงพยาบาลศิริราช ในระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2549 นี้

 

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. 1.    ประชุมตัวแทนจากภาควิชาต่างๆ เพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจ  (12 ตุลาคม 2549)
  2. 2.    ทุกภาควิชา/หน่วยงานรวบรวมรายชื่อสารเคมีที่ต้องการส่งกำจัด  ส่งมายังคณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี
  3. 3.    คณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี  จะรวบรวมรายชื่อทั้งหมด  เพื่อพิจารณาและส่งต่อให้ทางบริษัทกำจัดของเสียสารเคมี (GENCO) แยกเป็นประเภท  และเสนอราคา
  4. 4.    รายชื่อสารเคมีรอกำจัดที่บริษัทแยกประเภทมาให้แล้ว (final list)  จะถูกส่งกลับมายังภาควิชา / หน่วยงาน  เพื่อให้จัดกลุ่มแยกสารเคมีของตนตาม final list   แล้วบริษัทจะนัดหมายมารับต่อไปให้เสร็จสิ้นภายในปี 2549

 

การรวบรวมรายชื่อสารเคมีโดยภาควิชา/หน่วยงาน

  1. 1.    สารเคมีที่อยู่ในข่ายต้องส่งรายชื่อในครั้งนี้  ได้แก่
  • สารเคมีเสื่อมสภาพ หมดอายุ
  • สารเคมีที่เป็นของเสียจากการทดลอง การทำปฏิกิริยา การวิเคราะห์  ซึ่งได้เก็บรวบรวมไว้
  • สารเคมีที่เก็บไว้นาน  โดยไม่ทราบว่าเป็นอะไร (“Unknown”)
  • สารเคมีที่ไม่ใช้แล้ว  เหลือใช้
  • ขยะปนเปื้อนสารเคมี

ยกเว้น

  • กากกัมมันตรังสี
  • แก๊ส
  • ขยะติดเชื้อ
  1. 2.    ขอให้ทุกภาควิชา/หน่วยงาน  รวบรวมรายชื่อสารเคมีตามข้อ 1  ให้ครบถ้วนที่สุด  พิมพ์ลงตารางของ file ชื่อ สารเคมีรอกำจัด49_ภาค.xls”  พร้อมทั้งกรอกข้อมูลอื่นๆ ตามคำแนะนำใน file นั้น  จุดสำคัญ/เพิ่มเติมมีดังนี้:
  • Save และเปลี่ยนชื่อ file โดยใช้ชื่อของภาควิชา/หน่วยงานแทนคำว่า ภาค ในชื่อ file
  • สารเคมีที่เก็บไว้นาน  โดยไม่ทราบว่าเป็นอะไร   ให้กรอกว่า “Unknown”
  • สารเคมีที่ไม่ใช้แล้ว  เหลือใช้  ถ้าอยู่ในสภาพดีที่หน่วยงานอื่นอาจนำไปใช้ได้  ให้ทำเครื่องหมายในช่อง ยังใช้ได้

การเลือกสถานที่ที่จะนัดหมายให้บริษัทมารับสารเคมี  มีข้อแนะนำดังนี้

-     สถานที่นัดหมายนั้นต้องกว้างขวางพอที่จะวางสารเคมีได้หมด  และไม่ให้คนมาพลุกพล่าน  เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น     นอกจากนี้อาจไม่ใช่สถานที่เก็บสารเคมีเป็นประจำ   แต่เป็นที่ซึ่งสามารถนำ

สารเคมีมาวางรวมกันได้ง่ายในวันที่นัดหมายโดยไม่เกิดอันตรายหากสารเคมีอยู่แยกคนละตึก และการขนส่งอาจทำให้เกิดการหก แตก รั่วไหลของสารเคมีได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสารเคมีอันตรายที่เป็นของเหลว  บรรจุในภาชนะแก้วขนาดใหญ่  และมีปริมาณมาก  ให้พิจารณานัดหมายมากกว่า 1 สถานที่    อย่างไรก็ตาม การมีจำนวนสถานที่มากเกินไปจะเพิ่มระยะเวลาการขนย้ายสารเคมี  ทำให้เพิ่มค่าใช้จ่าย   ดังนั้นการเลือกสถานที่จึงขอให้คำนึงถึงทั้งความปลอดภัยและค่าใช้จ่าย  โดยความปลอดภัยสำคัญกว่า

-     ถ้ามีสถานที่ที่จะนัดหมายให้บริษัทมารับสารเคมีมากกว่า 1 แห่ง  ให้แยกรายการสารเคมีของแต่ละแห่งออกจากกัน  (แยกรายการคนละ sheet แต่อยู่ใน file เดียวกัน)

  • ในตารางให้ระบุน้ำหนักรวมของสารเคมีและภาชนะที่ใส่   การชั่งขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยด้วย  หากไม่สามารถชั่งได้ หรือการชั่งอาจเสี่ยงต่ออันตราย เช่น การแตกของภาชนะแล้วสารเคมีจะหกปนเปื้อนจำนวนมาก   ก็ให้ประมาณให้ใกล้เคียงที่สุดใน + 20% 
  • ขยะปนเปื้อนสารเคมี  ให้แยกกรอกในรายการ ขยะปนเปื้อน

ถ้าสารเคมีที่จะกำจัดอยู่ในรายการ "ของเสียไม่อันตราย"  (ภาคผนวก 2)  ให้กำจัดตามวิธีที่แนะนำ  โดยไม่ต้องส่งกำจัด   หากมีข้อสงสัยกรุณาติดต่อคณะกรรมการฯ  ตามข้อ 5

  1. 3.    glutaraldehyde และ ethidium bromide สามารถกำจัดเองได้บางส่วน ถ้าทำอย่างถูกวิธี  กรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำในเอกสาร การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ชุดที่ 1/49 Glutaraldehyde และ 2/49 Ethidium bromide

ขอความร่วมมือส่งข้อมูลเป็น file มาที่เลขานุการของคณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี คุณสุวัฒน์ ดำนิล  หน่วยอาชีวอนามัยและความปลอดภัยด้านสารเคมี  ศูนย์พิษวิทยา  ตึกผะอบชั้น 1  โทร.8392  หรือส่งทาง email : s.damnin@gmail.com   ภายในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549

 

สิ่งที่ภาควิชา/หน่วยงานสามารถดำเนินการได้ระหว่างรอบริษัทส่งกลับข้อมูลสารเคมีที่แยกประเภทแล้ว

  1. 1.    ตรวจดูฉลากที่ติดบนภาชนะบรรจุสารเคมีที่จะส่งกำจัด  ให้มีอย่างครบถ้วนทุกภาชนะ  ถ้าเป็น unknown ให้ติดไว้ว่า “Unknown”   ถ้าเป็นของเสียจากการทดลอง การทำปฏิกิริยา การวิเคราะห์ ให้ติดฉลากชื่อสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบทั้งหมดและปริมาณ (เช่น เป็น % เป็นกรัม หรือมล.) เท่าที่จะทำได้  การติดฉลากอย่างครบถ้วนจะช่วยประหยัดค่ากำจัดได้
  2. 2.    ตรวจดูภาชนะที่บรรจุ  ต้องไม่มีการรั่วไหล  ปิดจุกให้แน่น หลีกเลี่ยงการใช้ฝาปิดที่ไม่คงทน เช่น จุกคอร์ก หรือ แผ่นพาราฟิล์ม   และไม่ควรบรรจุเกิน 3/4 ของปริมาตรภาชนะ  เพื่อป้องกันการขยายตัวของของเสีย
  3. 3.    การปฏิบัติงานกับสารเคมีอันตรายนั้น  กรุณาระมัดระวังเป็นพิเศษ  หากไม่แน่ใจให้ศึกษา MSDS ของสารเคมีนั้นๆ ก่อน  ได้รวบรวมแหล่งข้อมูล MSDS ไว้แล้วในภาคผนวก 1
  4. 4.    ห้ามเทสารเคมีรวมกัน  ยกเว้นเมื่อรู้อย่างแน่นอนจริงๆ ว่าไม่มีอันตราย  และมีเหตุผลความจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องเทรวมกัน   เนื่องจากในครั้งนี้จะกำจัดทั้งสารเคมีและภาชนะไปด้วยกัน
  5. 5.    สารเคมีที่เก็บรวมกันนั้น  ไม่ว่าจะเก็บเพื่อใช้ หรือเก็บเพื่อรอกำจัด  ขอให้เก็บตามหลักที่ได้ให้ไว้ใน คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมีฯ  ที่ภาควิชาต่างๆ เคยได้รับไปแล้ว  แต่ขอเน้นเพิ่มเติม ดังนี้
  • สารเคมีที่เก็บไว้ใช้  และเก็บเพื่อรอกำจัด  ให้แยกเก็บ  ไม่ไว้ด้วยกัน
  • แยกเก็บสารเคมีตามประเภทอันตราย (ภาคผนวก 3)  และแยกสารเคมีที่ไม่เข้ากัน (incompatible chemicals, ภาคผนวก 4)  ออกจากกัน   จากนั้นจึงค่อยวางเรียงตามลำดับตัวอักษร
  • ไม่ควรใช้ตู้ดูดควัน เป็นที่เก็บสารเคมี
  • สารเคมีไวไฟ  ควรเก็บในห้องหรือตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการติดไฟ
  • ไม่ควรเก็บสารเคมีบนชั้นที่อยู่เหนือระดับสายตาขึ้นไป
  • ไม่ควรวางภาชนะบรรจุสารเคมีซ้อนกันในแนวตั้ง
  • ไม่ควรเก็บสารเคมีในบริเวณทางเดิน บันได  หรือวางบนพื้น   ควรจัดพื้นที่วางไว้โดยเฉพาะ ในบริเวณที่ไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  1. 6.    การขนย้ายสารเคมี  ต้องศึกษา MSDS ของสารเคมีนั้นๆ ก่อน (ภาคผนวก 1)  และต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
  2. 7.    ในการปฏิบัติงานกับสารเคมี  นอกจากจะปฏิบัติตาม คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมีฯ  ทั้งในการจัดซื้อ  การเก็บ  การกำจัด  และการปฏิบัติงานกับสารเคมีแล้ว    ขอให้คำนึงถึงหลักต่อไปนี้
  • ต้องไม่จัดซื้อหรือเก็บสารเคมีเกินความจำเป็น  ทำให้เก็บสารเคมีไว้นานจนหมดอายุ  ซึ่งค่ากำจัดสารเคมีที่หมดอายุนั้นสูงกว่าราคาของสารเคมีมาก
  • ในการปฏิบัติงาน  ให้ใช้สารเคมีอันตรายให้น้อยที่สุด  ด้วยความระมัดระวังที่สุด  หากสามารถทำได้ให้เปลี่ยนไปใช้วิธีการที่ใช้สารเคมีที่อันตรายน้อยลง  และใช้ปริมาณเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
  • ควรมีการตรวจสอบภาชนะที่บรรจุสารเคมีและฉลากอย่างสม่ำเสมอ  เพื่อป้องกันการรั่วไหล และการเลอะเลือนของฉลาก  จนเกิดสารเคมี “Unknown”  ซึ่งต้องเสียค่ากำจัดสูงกว่าสารเคมีที่ทราบชนิด

ในการจัดทำระบบบริหารจัดการสารเคมีที่จะมีขึ้นนั้น  อาจมีรายละเอียดของการปฏิบัติเพิ่มเติมจากใน คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมีฯ บ้าง  แต่ยังคงใช้หลักการเดียวกัน  ดังนั้นในขณะนี้ขอให้ทุกภาควิชา/หน่วยงานปฏิบัติตาม คู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมีฯ ไปก่อนเท่าที่จะทำได้   หากมีปัญหาหรืออุปสรรค ขอให้แจ้งที่เลขานุการคณะกรรมการฯ  ซึ่งปัญหาที่รวบรวมไว้นี้ คณะกรรมการฯ จะทยอยแก้ไข  แม้ว่าบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาบ้าง   อย่างไรก็ตาม ขอให้ทุกท่านโปรดเข้าใจว่า คณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมีทุกคน  มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ศิริราชปลอดภัยและได้มาตรฐาน  และจะพยายามไม่ให้เกิดภาระแก่ผู้ปฏิบัติมากเกินความจำเป็น  แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทุกคนและทุกหน่วย
งาน   หากมีแม้เพียงหน่วยงานเดียวที่ละเลย  ศิริราชก็จะไม่สามารถเป็นองค์กรที่ปลอดภัยในแง่ของสารเคมีได้

 

 

 

ภาคผนวก 1   แหล่งข้อมูล MSDS ของสารเคมี

  • ฉลากที่ขวดบรรจุสารเคมีและเอกสารที่แนบมาด้วยมักจะรวบรวมข้อมูลสำคัญของสารเคมีไว้
  • สามารถขอ MSDS ได้จากบริษัทผู้ขายเคมีภัณฑ์ หรือจากบริษัทผู้ผลิตโดยตรง
  • สืบค้นได้จากฐานข้อมูลต่างๆ  เช่น
    ฐานข้อมูล MSDS ภาษาไทย

-    ฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ ที่ http://msds.pcd.go.th

ฐานข้อมูลอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้สารเคมีของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขที่ www.anamai.moph.go.th

-    ฐานข้อมูลการจัดการความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ http://www.chemtrack.org

-    ฐานข้อมูลความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ ที่ http://ilo.ilobkk.or.th/osh/

-    กรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่ (www.diwsafety.org)

-    ฐานข้อมูล MSDS ของบริษัท เมอร์ค (ประเทศไทย) จำกัด www.merck.co.th

ฐานข้อมูล MSDS ของต่างประเทศ เช่น  http://www.SIRI.org, http://www.msdsonline.com


ภาคผนวก 2  ของเสียไม่อันตราย (Non-hazardous waste)

 

ของเสียไม่อันตราย  คือของเสียที่มี LD50 (oral, หนู rat) เกิน 500 mg/kg  และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง

 


Agar

Albumen

Aluminum Hydroxide

Aluminum Metal

Aluminum Oxide

Amino Acids (alpha and naturally occurring salts)

Ammonium Acetate

Ammonium Bicarbonate

Ammonium Carbonate

Ammonium Chloride

Ammonium Lactate

Ammonium Molybdate

Ammonium Phosphate

Ammonium Sulfamate

Ammonium Sulfate

Ascorbic Acid

Beef Extract

Benzoic Acid

Blood Agar Base

Boric Acid

Brain Heart Infusion

Brillant Blue

Brom Phenol Blue

Broth Nutrient

Buffer Solution

Calcium Carbonate

Calcium Chloride

Calcium Citrate

Calcium Floride

Calcium Lactate

Calcium Oxide

Calcium Phoshpate

Calcium Sulfate

Camphor

Casamino Acid

Cellulase

Cerelose (Glucose)

Charcoal, Animal

Cholesterol

Chromatographic absorbent

Citric Acid

Cobalt Oxide

Copper Oxide

Crystal Violet

Cupric Acetate

Dextrose

Diethylene Glycol

Dowex Resin

Drierite

Ethylene Glycol

Exchange Resin

Extract, Malt

Extract, Yeast

Ferric Chloride

Ferric Nitrate

Ferric Sulfate

Ferrous Ammonium Sulfate

Ferrous Chloride

Galactose

Glucose

Glutamic Acid

Graphite

Gum Arabic

Gum Guaiac

Hecadecane

Hematoxylin

Hemo-De

Iron Oxide

Kaolin

Kodak Stop Bath

Lactic Acid

Laryl Sulfate

Lithium Carbonate

Lithium Chloride

Lithium Sulfate

Litmus Mild

Lyson

Magnesium Borate

Magnesium Carbonate

Magnesium Chloride

Magnesium Citrate

Magnesium Lactate

Magnesium Oxide

Magnesium Phosphate

Magnesium Sulfate

Malic Acid

Manganese Acetate

Manganese Chloride

Manganese Dioxide

Manganese Sulfate

Mannose

Methyl Red

Methyl Salicylate

Methylene Blue

Molybdic Acid

Nitictinic Acid

Oleic Acid

Orcinol

Pepsin

Petrolatum

Phosphotungstic Acid

Phthalic Acid

Potassium Acetate

Potassium Bicarbonate

Potassium Bisulfate

Potassium Bitartrate

Potassium Bromate

Potassium Bromide

Potassium Carbonate

Potassium Citrate

Potassium Iodide

Potassium Lactate

Potassium Phosphate

Potassium Sodium Tartrate

Potassium Sulfate

Potassium Sulfite

Potassium Sulfocyanate

Riboflavis

Salicylic Acid

Sodium Acetate

Sodium Ammonium Phosphate

Sodium Benzoate

Sodium Bicarbonate

Sodium Bisulfate

Sodium Borate

Sodium Bromide

Sodium Chloride

Sodium Citrate

Sodium Dodecyl Sulfate

Sodium Formate

Sodium Iodide

Sodium Lactate

Sodium Phosphate

Sodium Salicylate

Sodium Silicate

Sodium Succinate

Sodium Sulfate

Sodium Sulfite

Sodium Tartrate

Sodium Thioglycollate

Sodium Thiosulfate

Sodium Tungstate

Stearic Acid

Strontium Carbonate

Strontium Phosphate

Strontium Sulfate

Succinic Acid

Sugars

Sulfur

Tartaric Acid

Thymol

Tin Oxide

Trypticase

Urea

Zinc Oxide

 


 

ข้อปฏิบัติในการกำจัดของเสียไม่อันตราย

1. ถ้าเป็นสารเคมีสภาพดี เหลือใช้ ที่ห้องปฏิบัติการอื่นสามารถนำไปใช้ได้  อย่าเพิ่งทิ้ง  กรุณารวมไว้กับรายชื่อสารเคมีรอกำจัด  แต่ทำเครื่องหมายที่ช่อง ยังใช้ได้

2. สารเคมีที่ทิ้งเองทุกชนิด  ต้องบันทึก ชื่อและปริมาณสารเคมี วิธีทิ้งและวันเวลาที่ทิ้ง   เพื่อจะสามารถตรวจสอบได้หากมีปัญหาท่อน้ำทิ้งหรือระบบบำบัดน้ำเสียภายหลัง   ส่วนสารเคมีที่ทิ้งเป็นประจำนั้น  ห้องปฏิบัติการต่างๆ ได้เคยส่งรายการให้ ผศ.ดร.นพ.ชัชวาล ศรีสวัสดิ์ รวบรวมมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้  หากมีรายการเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลง ขอให้ปรับรายการให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ   ซึ่งคณะกรรมการฯ จะดำเนินการรวบรวมเป็นระยะๆ

3. ของเสียไม่อันตรายที่เป็นของแข็ง ปริมาณไม่เกิน 1 กิโลกรัม สามารถทิ้งลงถังขยะตามปกติ (ถุงดำ) ได้  โดยควรใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิด  พร้อมทั้งติดฉลากชื่อให้ชัดเจน   ของแข็งปริมาณเกิน 1 กิโลกรัมให้ปรึกษาคณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี ก่อนทิ้ง (ปรึกษาที่ คุณสุวัฒน์ ดำนิล โทร. 8392)

4. ของเสียไม่อันตรายซึ่งเป็นของเหลวที่ละลายน้ำได้  pH เป็นกลาง  ปริมาณไม่เกิน 1 ลิตร  ความเข้มข้นไม่เกิน 1 โมล/ลิตร  สามารถเทลงอ่างได้ตามปกติ   ของเหลวปริมาณเกินกำหนดให้แบ่งทิ้งวันต่อๆ ไป  จนกว่าจะหมด

5. ของเหลวที่ละลายน้ำไม่ได้  หรือมีกลิ่น  ให้ส่งกำจัดเท่านั้น

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

Office of Safety and Environmental Health, Auburn University. Hazardous Materials Management. 1997.

 

ภาคผนวก 3   ประเภทของสารอันตราย

          ข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก  ได้แบ่งประเภทของสารอันตรายเป็น 9 ประเภท  ดังตารางที่ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประเภทของสารเคมี  ให้ดูจาก MSDS ของสารเคมีนั้นจะดีที่สุด  หรือโทร. 7007, 8392 ศูนย์พิษวิทยา

 

ตารางที่ ประเภทของสารอันตราย

(หมายเหตุ  ตารางจะมีสาระคล้ายคลึงกับในภาคผนวก 1 ของคู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมีฯ  แต่เพื่อความสะดวกและเพื่อให้ตัวเลขหัวข้อตรงกับในภาคผนวก 4   จึงได้นำมาย่อและรวบรวมอีกครั้งหนึ่งในรูปตารางให้ดูง่าย)

 

Class

ประเภท / คำอธิบาย

ตัวอย่าง

1

สารระเบิดได้ = สารที่ระเบิดได้ง่าย เมื่อได้รับความร้อนสูงเกิน 40 oซ. หรือได้รับประกายไฟหรือเกิดการกระแทก หรือการเสียดสี

amyl nitrite, dinitrobenzene, iodobenzene, nitrocellulose, nitrogen trichloride, trinitromethane, ammonium nitrate, ammonium perchlorate, picric acid, lead azide

2

แก๊ส

 

2.1

แก๊สไวไฟ, แก๊สพิษ, แก๊สกัดกร่อน

acetylene, n-butane, butene, cyanogens, ethylene oxide, hydrogen, ethylene, formaldehyde, ethane, carbon monoxide, isobutene, vinyl chloride, ammonia, boron trichloride, chlorine, hydrogen chloride, methyl bromide, nitrogen dioxide, nitric oxide, vinyl chloride, hydrogen bromide

2.2

แก๊สอัดภายใต้ความดัน ที่ไม่ใช่ข้อ 2.1

argon, carbon dioxide, oxygen, nitrogen, helium, chlorotrifluoromethane

3

ของเหลวไวไฟ = ของเหลวที่มีจุดวาบไฟ < 60 oซ.

 

3.1

ของเหลวที่มีจุดวาบไฟน้อยกว่า -18 oซ.

gasoline

3.2-4

ของเหลวไวไฟอื่นๆ

acetone, methanol, acetonitrile, dibuthyl ether

4

ของแข็งไวไฟ  ได้แก่

 

4.1

ของแข็งซึ่งขนส่งในสภาวะปกติ เกิดติดไฟ และลุกไหม้อย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุจากการเสียดสี หรือจากความร้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ จากกระบวนการผลิต หรือปฏิกิริยาของสารเอง

aluminum carbide, aluminum powder, magnesium metal, paraformaldehyde, potassium amide, sulfur powder, calcium hydride, red phosphorus

4.2

สารที่ลุกติดไฟได้เอง ภายใต้การขนส่งในสภาวะปกติ หรือเมื่อสัมผัสกับอากาศแล้ว เกิดความร้อน จนถึงลุกติดไฟ

barium metal, rubidium metal, sodium metal, lithium metal, potassium metal, calcium metal

4.3

ของแข็งไวปฏิกิริยากับน้ำ  - เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้ว จะปล่อยแก๊สไวไฟออกมา หรือเกิดการลุกไหม้ได้เอง เมื่อสัมผัสกับน้ำ หรือไอน้ำ

aluminum carbide, calcium hydride, sodium ethoxide, sodium amide, magnesium nitride

 

 

 

5

สารออกซิไดส์และสารเพอร์ออกไซด์  = สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยารุนแรง หรือเกิดการระเบิด เมื่อได้รับความร้อนหรือสัมผัสกับสารรีดิวซ์

 

5.1

สารซึ่งทำให้หรือช่วยให้สารอื่นติดไฟได้ โดยการให้ออกซิเจน หรือสารออกซิไดส์อื่น ซึ่งตัวมันจะติดไฟหรือไม่ก็ตาม

nitrates, hydrogen peroxide

5.2

สารประกอบอินทรีย์ที่มีโครงสร้าง "-O-O-" ซึ่งเป็นสารออกซิไดส์ที่รุนแรง  สามารถระเบิดสลายตัว หรือไวต่อความร้อน การกระเทือน หรือการเสียดสี

methyl ethyl ketone, isopropyl hydroperoxide

6

สารพิษและสารติดเชื้อ

 

6.1

สารพิษ (toxic substance)

cyanide, insecticides, cadmium compound, bacterial toxins, arsenic compound

6.2

สารติดเชื้อ (infectious substance)

 

7

สารกัมมันตรังสี

 

8

สารกัดกร่อน (corrosive substance) = สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนวัสดุและทำลายเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต

acetic acid, benzoyl chloride, chromic acid, hydrochloric acid, nitric acid, phosphoric acid, bromoacetic acid, phenol, nitrophenols, oxalic acid, trichloroacetic acid

9

สารที่อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือสารอันตรายอื่นที่ไม่ได้จัดอยู่ใน 8 ประเภทที่กล่าวแล้ว

dry ice, ammonium chromate, chromic acid, thiourea, glutaraldehyde, hydrochloride, methanol, bromobenzene, carbon tetrachloride, chlorobenzene, ethyl chloroacetate, bromomethane, chlorodifluoromethane (HCFC-22), chloro-trifluoro methane (CFC-13), bromo-chlorodifluoromethane (H-1211)

 

แหล่งอ้างอิง

1.  วราภรณ์ กัลยาเลิศ.  ป้ายกำกับสารเคมีอันตรายกับความหมาย.  วารสารการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม 2545; 25 (2):

2.  คณะทำงานกำจัดกากสารเคมีและของเสียจากห้องปฏิบัติการ  กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม.  คู่มือความปลอดภัยทางสารเคมี (Chemical safety manual).  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว; 2544.

ภาคผนวก สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้ (Incompatible Chemicals)

          ในการเก็บสารเคมีนั้น ให้แยกสารเคมีที่เก็บไว้ใช้ ออกจากสารเคมีที่รอกำจัด  ต่อจากนั้นให้แยกประเภทตามตารางที่ 1 ภาคผนวก และให้ตรวจสอบความเข้ากันได้อีกครั้งหนึ่ง  กับตารางดังนี้

ก. ตาราง 5.1 สารเคมีที่เข้ากันไม่ได้ ในภาคผนวก 5 ของคู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงานกับสารเคมี (หากไม่มี ขอได้ที่คณะกรรมการบริหารจัดการความปลอดภัยด้านสารเคมี)

ข. ตารางที่ 2 (ข้างล่าง)

หมายเหตุ - ต้องตรวจสอบกับทั้ง 2 ตารางเพื่อให้ครอบคลุม

 

 

ตารางที่ 2  การแยกเก็บสารเคมีตามประเภทของสารเคมีอันตราย

หมายเหตุ -  Class หมายถึง class ของสารเคมีตามตารางที่ 1

            FS หมายถึง ต้องจัดเก็บให้ห่างจากเปลวไฟ

            PR หมายถึง ห้ามอยู่ใกล้เคียงกัน ต้องแยกจากกันอย่างน้อย 10 เมตร

            SG หมายถึง ต้องแยกจากกันอย่างน้อย 3 เมตร

            NA หมายถึง สามารถจัดเก็บบริเวณเดียวกันได้

            ตารางนี้ไม่รวม สารระเบิดได้ (class 1), สารติดเชื้อ (class 6.2), และสารกัมมันตรังสี (class 7)

 

Class

2.1

2.2

3.1

3.2-4

4.1

4.2

4.3

5.1

5.2

6.1

8

9

2.1

NA

NA

FS

FS

FS

PR

FS

PR

PR

FS

FS

SG

2.2

NA

NA

SG

SG

SG

FS

SG

SG

FS

SG

SG

SG

3.1

FS

SG

NA

NA

FS

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

3.2-4

FS

SG

NA

NA

SG

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.1

FS

SG

FS

SG

NA

FS

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.2

PR

FS

FS

FS

FS

NA

FS

PR

PR

FS

SG

SG

4.3

FS

SG

FS

FS

FS

FS

NA

PR

PR

FS

FS

SG

5.1

PR

SG

PR

PR

PR

PR

PR

NA

FS

FS

FS

FS

5.2

PR

FS

PR

PR

PR

PR

PR

FS

NA

PR

FS

FS

6.1

FS

SG

FS

FS

FS

FS

FS

FS

PR

NA

SG

SG

8

FS

SG

SG

SG

SG

SG

FS

FS

FS

SG

NA

SG

9

SG

SG

SG

SG

SG

SG

SG

FS

FS

SG

SG

NA

 

แหล่งอ้างอิง

สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงคู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Safety Manual).

นอกจากนี้แล้วยังมีหลักการทั่วไปที่อาจเป็นประโยชน์  ซึ่งได้รวบรวมจากที่บริษัท GENCO ได้นำเสนอเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549  ไว้ในตารางที่ 3 - 5 ดังนี้

ตารางที่ ตัวอย่างอันตรายที่เกิดจากปฏิกิริยาของสารที่เข้ากันไม่ได้

 

ลักษณะของอันตราย

ปฏิกิริยา

เกิดการคายความร้อน เดือด

Acid + water

เกิดแก๊สไวไฟ

Sulfide + Calcium hypochlorite, Acid + Metal

เกิดสารที่ไวต่อการกระแทก

Ammonia + iodine

เกิดการระเบิด

Picric acid + NaOH

ทำให้ความดันในภาชนะปิดสูงขึ้น

สารดับเพลิง

เกิดแก๊สพิษ

Sulfuric acid + Plastic, Chlorine + ammonia

การละลายของสารพิษ

Hydrochloric acid + Chromium

การแพร่กระจายของฝุ่นและละอองสารพิษ

Phosphorus trichloride + water

ปฏิกิริยา polymerization ที่รุนแรง

Ammonia + acrylonitrile

 

 

 

ตารางที่ ตัวอย่างสารเคมีที่ไม่ควรจัดเก็บร่วมกัน

 

สารเคมี

ไม่ควรจัดเก็บร่วมกับ

ผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อเก็บร่วมกัน

กรด

Cyanide salts, Cyanide solution

Highly toxic cyanide gas

กรด

Sulfide salts, Sulfide solution

Highly toxic hydrogen sulfide gas

กรด

ผงฟอกสี (Bleach)

Highly toxic chlorine gas

Oxidizing acid (e.g.nitric acid)

Alcolhol, solvent

อาจเกิดไฟไหม้

Alkali metals  (e.g. Na, K)

น้ำ

เกิดแก๊สไฮโดรเจนที่ติดไฟได้

Oxidizing agents (e.g.,nitric acid)

Reducing agents

อาจเกิดไฟไหม้ หรือระเบิด

Hydrogen peroxide

Acetone

หากมีกรดและได้รับความร้อน อาจเกิดการระเบิด

Hydrogen peroxide

Acetic acid

หากได้รับความร้อน อาจเกิดการระเบิด

Hydrogen peroxide

Sulfuric acid

อาจเกิดการระเบิด

แหล่งอ้างอิง : สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงคู่มือความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ (Laboratory Safety Manual).

 

ตารางที่ 5  ตัวอย่างปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจัดเก็บสารเคมีแบบเรียงตัวอักษรโดยไม่แยกประเภท  หรือคำนึงถึงความเข้ากันได้

 

Acetic anhydride + acetaldehyde

เกิดปฏิกิริยาควบแน่นที่รุนแรง อาจเกิดระเบิด

Cupric sulfide + Cadmium chlorate

ระเบิดได้ เมื่อสัมผัสกัน

Silver + Tartaric acid

เป็นสารระเบิด

Sodium cyanide + Sulfuric acid

เกิดแก๊สพิษ

 

 

 

 

 

 

ระบบดิจิตอล

posted on 15 May 2012 15:37 by 549500011

ระบบดิจิตอล

                ในทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพาณิชย์ หรือ สาขาอื่น มนุษย์เรามักต้องเกี่ยวข้องกับปริมาณ(Quantity) เราวัดค่า เราแสดง เราบันทึก เรากระทำเชิงเลข เราสังเกต หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับปริมาณในระบบทางกายภาพรอบๆตัวเรา สิ่งสำคัญ คือ เราจะแสดง หรือแทนค่าของปริมาณเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพและเที่ยงตรงได้อย่างไร หนทางหลักๆในการแสดงปริมาณมีสองรูปแบบคือ อนาลอก (Analog) และดิจิตอล (Digital)

 

                การแสดงค่าแบบอนาลอก 

ในการแทนค่าแบบอนาลอก ปริมาณจะแสดงด้วย แรงดันหรือ กระแสไฟฟ้า หรือ อาจแทนด้วยการเคลื่อนที่ของเข็มมิเตอร์ที่แปรผันตามค่าของปริมาณนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง (Proportional) ตัวอย่างเช่น การเบี่ยงเบนของเข็มในมาตราวัดความเร็วของรถยนต์สัมพันธ์กับความเร็วของตัวรถยนต์เอง ตัวอย่างอื่นๆ เช่น แรงดันไฟฟ้าจากไมโครโฟนเปลี่ยนแปลงตามความดันเสียงที่ได้รับ

                ปริมาณอนาลอกมีลักษณะประจำตัวคือ ปริมาณอนาลอกสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่องในช่วงหนึ่งๆ

               

                การแสดงค่าแบบดิจิตอล 

                ในการแทนค่าแบบดิจิตอล ปริมาณจะแทนด้วย สัญลักษณ์ ตัวเลข (Digit) ที่ไม่แปรค่าต่อเนื่องกับปริมาณที่สนใจนั้นๆ เช่น นาฬิกาดิจิตอลที่แสดงเป็นตัวเลข ซึ่งเวลาเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องแต่ นาฬิกาเปลี่ยนค่าในรูปนาทีหรือวินาทีอย่างไม่ต่อเนื่อง (Discrete) เป็นช่วงๆ

ดังนั้นเราอาจแยกความแตกต่างระหว่างอนาลอกกับดิจิตอลได้ดังนี้

Analog ≡ Continuous

Digital ≡ Discrete (step by step)

จากธรรมชาติของดิจิตอลที่มีค่าเป็นช่วงจึงทำให้อ่านค่าได้ไม่สับสน ในขณะที่อนาลอกต้องมีการตีความ

 

ระบบดิจิตอล

ระบบดิจิตอลจะเป็นการรวมอุปกรณ์ที่ออกแบบสำหรับการทำงานกับข้อมูลเชิงตรรกะ (Logic) หรือ ปริมาณทางกายภาพที่มีรูปแบบเป็นดิจิตอล นั่นคือปริมาณที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง อุปกรณ์เหล่านี้มักเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แต่อุปกรณ์ทางกล อุปกรณ์ทางแม่เหล็ก หรือ อุปกรณ์ลม ก็สามารถเป็นอุปกรณ์ดิจิตอลได้เช่นกัน ระบบดิจิตอลที่คุ้นเคยกันดี ได้แก่ ดิจิตอลคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข ระบบโทรศัพท์ เป็นต้น

ข้อดีของระบบดิจิตอลเมื่อเทียบกับระบบอนาลอกได้แก่

1. ระบบดิจิตอลมักออกแบบได้ง่าย

2. จัดเก็บข้อมูลได้ง่าย

3. เที่ยงตรง (Accuracy) และแม่นยำ (Precision) กว่า เนื่องจากระบบอนาลอกจะมีความแม่นยำไม่เกินตัวเลขสามถึงสี่หลัก เพราะ ค่าแรงดันหรือกระแสไฟฟ้าในระบบอนาลอกขึ้นอยู่กับค่าอุปกรณ์ในวงจรและถูกรบกวนได้จากการแกว่งแบบซุ่ม หรือสัญญาณรบกวน (Noise) ในขณะที่ดิจิตอลสามารถเพิ่มความแม่นยำได้ตามจำนวนหลักตัวเลขที่ต้องการโดยการเพิ่มจำนวนวงจรเข้าไป

4. การดำเนินการทางดิจิตอลสามารถโปรแกรมได้ ระบบดิจิตอลสามารถออกแบบได้ง่ายกว่า โดยการเก็บชุดคำสั่งที่เรียกว่า โปรแกรม

5. ระบบดิจิตอลทนต่อการรบกวนจากสัญญาณรบกวน

6. วงจรดิจิตอลจำนวนมากๆ สามารถผลิตบนวงจรรวม (IC) ได้ง่าย เนื่องจาก ระบบอนาลอกมีความยุ่งยากในการสร้างเป็นตัวไอซี เพราะ ตัวเก็บประจุขนาดใหญ่ ความต้านทานที่มีความแม่นยำสูง ตัวเหนี่ยวนำ และหม้อแปลงไม่สามารถสร้างบนแผ่นซิลิกอนได้

 

ข้อจำกัดของระบบดิจิตอล

ปัญหาใหญ่ที่สำคัญของระบบดิจิตอลคือ โลกของความเป็นจริง มักเป็นอนาลอก เพราะธรรมชาติของปริมาณทางกายภาพเป็นอนาลอก ตัวอย่างเช่น อุณหภูมิ ความดัน ตำแหน่ง ความเร็ว ระดับของเหลว อัตราการไหล ฯลฯ แต่คนเรามักประมาณปริมาณเหล่านี้เป็นดิจิตอล

เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบดิจิตอล เมื่อต้องยุ่งเกี่ยวกับอินพุท เอาต์พุตที่เป็นอนาลอก เรามีขั้นตอนที่ต้องทำดังนี้

1. แปลงปริมาณอนาลอกเป็นดิจิตอล

2. ประมวล หรือดำเนินการในรูปของดิจิตอล

3. แปลงผลดิจิตอลเอาต์พุตที่ได้กลับมาเป็นปริมาณอนาลอก

 

Temperature

(Analog)

(Analog)

(Digital)

(Analog)

Measuring device

Analog-to-digital converter

Digital processing

Digital-to-analog converter

Controller

Adjusts temperature

(Digital)

รูปที่ 1. บล็อกไดอะแกรมของระบบระบบควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล

ระบบตัวเลขดิจิตอล

ระบบเลขฐานสิบ (Decimal system)

เลขฐานสิบประกอบด้วยสัญลักษณ์ตัวเลขสิบตัว ได้แก่ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9 ซึ่งมาจากความจริงที่ว่ามนุษย์มีนิ้วมืออยู่สิบนิ้ว คำว่า “Digit” มาจากภาษาลาตินที่หมายถึง “Finger”

ตัวอย่างที่ 1 พิจารณาตัวเลข 453 เราทราบว่าเลข 4 แทนจำนวนสี่ร้อย เลขห้าแทนจำนวน ห้าสิบ ส่วนเลข 3 แทนจำนวนสาม ตัวเลข 4 ในที่นี้มีน้ำหนักสูงสุด เรียกว่าเป็นเลขที่มีนัยสำคัญสูงสุด (Most Significant digit: MSD) ในขณะที่เลข 3 มีน้ำหนักน้อยที่สุด (Least Significant Digit: LSD)

 

ตัวอย่างที่ 2 ตัวเลข 27.35 เท่ากับ  โดยที่เราใช้จุดทศนิยม (Decimal point) ในการแบ่งจำนวนเต็มและเลขเศษส่วน

 

ตัวอย่างที่ 3 ตัวเลข 2745.214 สามารถเขียนน้ำหนักของเลขแต่ล่ะหลักในรูปของเลขสิบยกกำลังได้ดังนี้

 

 

สรุปได้ว่าโดย ทั่วๆไปแล้ว จำนวนก็คือผลบวกของผลคูณระหว่างตัวเลขกับน้ำหนักหลักของตัวเลขนั้นๆ

  

 

ตัวอย่างการบวกเลขฐานสิบสองจำนวน เช่น 99+1 จะได้ว่า

99

   +

  1

                                                           100   

เราจะสามารถเขียนหลักการบวกเลขได้ดังนี้

สมมุติว่าเลขจำนวนหนึ่งมี 5 หลัก คือ a2a1a0.a-1a-2 โดยที่

          (1)

an คือค่า สัมประสิทธิ์ที่ตำแหน่ง n และ R คือเลขฐาน

1. จำนวนสูงสุดของตัวเลขในแต่ละหลัก จะเท่ากับ (R-1)    เช่น (10-1) = 9    สำหรับเลขฐานสิบ

2. เมื่อบวกตัวเลขสูงสุดของเลขฐานนั้นๆ เช่น (10-1) ด้วย 1 จะเกิดการทด (Carry)

3. ผลลัพธ์ 99+1 คือ 100 จะเห็นได้ว่าตัวเลขเดียวกันแต่อยู่ในหลักที่ต่างกันจากซ้ายไปขวา ตัวเลขในหลักนั้นจะมีค่าเป็น R เท่าของหลัก ถัดไป      เช่น เลข 1 ในหลักร้อยก็จะมีค่าเป็นสิบเท่าของเลข 1 ในหลักสิบ

เลขฐานสิบไม่เหมาะสมต่อการนำมาใช้งานในระบบดิจิตอล เนื่องจากการสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถทำงานกับระดับแรงดันไฟฟ้าสิบระดับได้อย่างแม่นยำนั้น ทำได้ยาก ในขณะที่การออกแบบวงจรให้ทำงานกับระดับแรงดันสองระดับนั้น กระทำได้ง่ายกว่ามาก

ระบบเลขฐานสอง (Binary system)

จำนวนในเลขฐานสองมีได้เพียงสองค่าคือ เลข “0” และ “1” ตัวเลขฐานสองสามารถแทนจำนวนในเลขฐานสิบหรือฐานอื่นได้โดยการเพิ่มจำนวนหลักให้เพียง แสดงตัวอย่างตัวเลขฐานสอง 1011.101 ตัวเลขที่อยู่ทางหน้าจุดไบนารี่จะมีค่าเป็นสองยกกำลังจำนวนบวก ส่วนตัวเลขที่อยู่หลังจุดไบนารี่จะมีค่าเป็นสองยกกำลังค่าลบ ในการแปลงเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบสามารถทำได้ง่ายๆดังนี้

 

                  = 8 + 0 + 2 + 1 + 0.5 + 0 + 0.125

                  = 11.62510

จุดสังเกต ตัวห้อย 2 และ10 ใช้แทนเลขฐานของจำนวนที่เราพิจารณา

ในระบบตัวเลขฐานสองตัวเลขในหลักต่างๆมักนิยมเรียกว่า บิต (Bit) จากในรูปที่สาม จะแสดงให้เห็นว่ามีตัวเลขสี่บิตอยู่หน้าจุดไบนารี่ที่แทนจำนวนเต็มและมีตัวเลขสามบิตหลังจุดไบนารี่ที่แทนเลขเศษส่วน บิตที่ทางซ้ายมือสุดจะเป็นบิตที่มีนัยสำคัญสูงสุด (Most Significant Bit: MSB) ส่วนบิตที่อยู่ทางขวามือสุดเป็นบิตที่มีนัยสำคัญต่ำที่สุด (Least Significant Bit: LSB)

ตัวอย่างที่ 4 ตัวเลขฐานสองแปดบิตจะแทนจำนวนสูงสุดในตัวเลขฐานสิบได้เท่ากับเท่าใด

คำตอบ

        2N -1 = 28 -1 = 25510 = 111111112 โดยที่ N คือ จำนวนบิต

การแสดงจำนวนเลขฐานสอง

ในระบบดิจิตอล ข้อมูลที่จะถูกประมวลผลมักอยู่ในรูปของจำนวนตัวเลขฐานสอง ซึ่งจำนวนในเลขฐานสองสามารถแทนได้ด้วยอุปกรณ์ใดๆที่มีการทำงานเพียงสองสถานะ เช่น สวิตช์ที่เปิดวงจรแทน “0” หรือสวิตช์ปิดวงจรแทน “1” ในรูปที่ 4a แสดงตัวอย่างการแทนจำนวนเลขสอง 100102 ด้วยสวิตช์เปิดปิดห้าตัว ส่วนในรูป 4b ใช้การเจาะรูหรือไม่เจาะรูบนกระดาษแทนเลขฐานสอง

 

รูปที่ 4 การแทนจำนวนในเลขฐานสอง (a) ใช้สวิตช์ (b) กระดาษเจาะรู

(a)

(b)

 

 นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อีกหลายชนิดที่มีสภาวะการทำงานสองสถานะที่ต่างกันมาก ซึ่งสามารถแทนจำนวนฐานสองได้เช่น หลอดไฟ (ดับ หรือ สว่าง) ไดโอด (นำกระแส หรือ ไม่นำกระแส) ขดลวดรีเลย์ (จ่ายไฟ หรือ ไม่จ่ายไฟ) ทรานซิสเตอร์ (คัตออฟ หรือ อิ่มตัว) โฟโต้เซลล์ (ได้รับแสง ไม่ได้รับแสง) เทอร์โมสตัต (เปิด หรือปิด วงจร) จุดบนแถบบันทึกแม่เหล็ก (ไม่อำนาจแม่เหล็กหรือไม่มี) เป็นต้น

ในระบบดิจิตอลแบบอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลฐานสองหรือ ข้อมูลไบนารี่จะแทนด้วยระดับแรงดันไฟฟ้า (หรือกระแส) โดยทั่วไป “0” หรือ “1” แทนด้วยแรงดันสองระดับ ยกตัวอย่างเช่น ระดับแรงดัน 0 โวลต์อาจจะใช้แทนลอจิก (Logic) “0” และ ลอจิก “1” อาจจะแทนด้วย +5 โวลต์ ซึ่งเราอาจจะเรียกว่าเป็น ลอจิกแบบบวก (Positive Logic) ในทางกลับกันหากเราให้ 0 โวลต์แทน ลอจิก “1” และให้ +5 โวลต์แทนลอจิก “0” เราก็จะได้ระบบดิจิตอลแบบลอจิกลบ (Negative Logic) ซึ่งลอจิกทั้งสองระบบไม่ข้อแตกต่างในความสามารถในการทำงาน แต่ในที่นี้จะใช้ลอจิกบวกในการอธิบายระบบดิจิตอลในเนื้อหาต่อๆไป

เนื่องจากความไม่แน่นอนของค่าอุปกรณ์ ดังนั้น ลอจิก “0” หรือ “1” อาจแทนด้วยช่วงแรงดันหนึ่งๆ เช่น แรงดัน 0 ถึง 0.8 โวลต์ แทน “0” ในขณะที่แรงดัน 2 ถึง 5โวลต์แทน “1” ดังนั้นอินพุตหรือ เอาต์พุตที่ปกติของระบบจะต้องอยู่ในช่วงแรงดันดังกล่าว รูปที่ 5 แสดงระดับแรงดันที่สัมพันธ์กับระดับลอจิกในระบบดิจิตอล

 

 

เราจะสังเกตเห็นได้ว่าลักษณะของสัญญาณดิจิตอลนั้นแตกต่างจากสัญญาณอนาลอกเป็นอย่างมาก ในระบบดิจิตอลนั้น ค่าของแรงดันไม่สำคัญ ตัวอย่างเช่นในรูป 5(a) แรงดัน 3.6 โวลต์มีความหมายเช่นเดียวกันกับ แรงดัน 4.3 โวลต์ แต่ในระบบอนาลอกค่าของแรงดันสำคัญอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น แรงดันไฟฟ้าจากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ 3.6 โวลต์แทนอุณหภูมิค่าหนึ่งในขณะที่แรงดันจากเซ็นเซอร์เดียวกัน 4.3 โวลต์ก็แทนค่าอุณหภูมิอีกค่าหนึ่ง

 

สัญญาณดิจิตอล และไทมิ่งไดอะแกรม

รูปที่ 5(b) แสดงลักษณะสัญญาณดิจิตอล ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณลอจิกเทียบกับเวลา t เราเรียกกราฟในรูป 5(b) นี้ว่าไทมิ่งไดอะแกรม (Timing diagram) เส้นเวลาในแนวนอนถูกแบ่งเป็นช่วง เช่น จาก t0 ถึง t1 และ t1 ถึง t2 เป็นต้น จากตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า แรงดัน เป็น 0 โวลต์ (ลอจิก “0”) ตั้งแต่เวลา t0 และคงระดับลอจิกนี้ไปจนถึงเวลา t1แล้วจึงเปลี่ยนสถานะลอจิกเป็น “1” (แรงดันกระโดดเป็น 4 โวลต์) อย่างรวดเร็ว และคงสถานะลอจิกไปจนถึงเวลา t2 แล้วเปลี่ยนสถานะลอจิกกลับเป็น “0” อีกครั้ง

ไทมิ่งไดอะแกรมนิยมใช้ในการเปรียบเทียบสถานะลอจิกของสัญญาณดิจิตอลตั้งแต่สองชุดขึ้นไป ในวงจรหรือระบบดิจิตอลเดียวกันเทียบกับเวลา โดยอุปกรณ์ที่ใช้แสดงไทมิ่งไดอะแกรมได้แก่ ออสซิลโลสโคป หรือ เครื่องวิเคราะห์ลอจิก (Logic analyzer) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในขั้นตอนของการทดสอบหรือแก้ไขปัญหาในระบบดิจิตอล

 

วงจรดิจิตอลและวงจรลอจิก

วงจรดิจิตอลจะถูกออกแบบให้สัญญาณอินพุตและเอาต์พุตภายใต้การนิยามระดับลอจิก ดังที่ยกตัวอย่างไว้ในรูปที่ 5(a)

 

 

วงจรลอจิก

เนื่องจากวงจรดิจิตอลทำงานตามลอจิกของสัญญาณอินพุต จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วงจรลอจิก (Logic circuit) ในหัวข้อต่อๆไปเราจะศึกษาถึงชนิดของ วงจรลอจิกต่างๆที่ใช้ในระบบดิจิตอล

ตระกูลของไอซีดิจิตอล

วงจรดิจิตอลในระบบดิจิตอลยุคใหม่มักอยู่ในรูปของวงจรรวม (Integrated Circuit: IC) หรือที่เรานิยมเรียกกันสั้นๆว่า ตัวไอซี

เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตไอซีมีอยู่หลายแบบจึงทำให้เกิด วงจรลอจิกหลายตระกูล เช่น ตระกูลTTL (Transistor-Transistor Logic) ซึ่งนิยมใช้กันทั่วไป ตระกูลCMOS (Complementary Metal-Oxide-Semiconductor) ตระกูลNMOS และ ตระกูลECL เป็นต้น ความแตกต่างของไอซีแต่ล่ะตระกูลขึ้นอยู่กับตัวอุปกรณ์ที่นำมาประกอบเป็นวงจรลอจิกหรือ การจัดวงจร

 

 

ลอจิกเกต และพีชคณิตบูลีน

พีชคณิตบูลีน (Boolean algebra) เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์และออกแบบระบบดิจิตอล ซึ่งพีชคณิตเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยให้เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างเอาต์พุตของวงจรลอจิกที่เราสนใจกับสัญญาณอินพุตของมัน ในรูปของสมการ (Boolean expression)

                                                          ตารางที่ 1

ลอจิก “0”

ลอจิก “1”

เท็จ (False)

จริง (True)

ปิด (Off)

เปิด (On)

ต่ำ (Low)

สูง (High)

ไม่ใช่ (No)

ใช่ (Yes)

เปิดสวิตช์ (Open switch)

ปิดสวิตช์(Closed switch)

 

ในตารางที่ 1 แสดงตัวอย่างที่นิยมแทนด้วย ลอจิก “0” และลอจิก “1” ที่เหมาะสมกับการใช้พีชคณิตบูลีน เพราะมีค่าได้เพียงสองสถานะ การดำเนินการ (Operation) พื้นฐานที่ใช้ในพีชคณิตบูลีนมีเพียง 3 ชนิดได้แก่

1.หรือ (OR)

2. และ (AND)

3. นิเสธ (NOT)

การดำเนินการเหล่านี้เรียกว่าการดำเนินการทางลอจิก (Logic operation) และวงจรดิจิตอลที่ใช้ดำเนินการทางลอจิกเหล่านี้เรียกว่า ลอจิกเกต (Logic gate) ซึ่งสามารถสร้างได้จาก ไดโอด ทรานซิสเตอร์ และตัวต้านทาน ประกอบขึ้นเป็นวงจรที่ให้เอาต์พุตตามผลของการดำเนินการ (OR, AND, NOT) กับอินพุตที่ป้อนให้กับวงจร

 

ตารางความจริง

ตารางความจริง (Truth table) เป็นตารางที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเอาต์พุตของลอจิกเกตนั้นๆกับอินพุตที่ป้อนให้กับตัวเกตที่เราสนใจ

 

เกตหรือ (OR Gate)

เกตหรือ (OR gate) เป็น ลอจิกเกตที่ให้ผลการดำเนินการทางลอจิกแบบออร์ ซึ่งเป็นการดำเนินการแบบแรกในบรรดาการดำเนินการทางลอจิกแบบพื้นฐานทั้งสามชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

 สมการบูลีนของออร์เกตสามารถเขียนได้ดังนี้

                                                             

เครื่องหมาย + ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการบวก แต่เป็นเครื่องหมายแทนการออร์

                                  

 

 

  

เกตนิเสธ (NOT gate) หรือ นอตเกต มีความแตกต่างจากออร์เกตและแอนด์เกต ตรงที่มีอินพุตเพียงอินพุตเดียว โดยสามารถเขียนสมการบูลีนของนอตเกตที่มีอินพุทเป็น A ได้ดังนี้

                                                      

หมายถึงเอาต์พุต x จะเท่ากับลอจิกตรงกันข้ามกับลอจิกของ A หรือ Complement ของ A

 

 

 

 

 

 

นอร์เกตและแนนด์เกต

วงจรลอจิกเกตอีกสองชนิดที่นิยมใช้ในวงจรดิจิตอลคือ นอร์เกต (NOR gate) และ แนนด์เกต (NAND gate) ซึ่งได้จากการรวมออร์เกตและแอนด์เกตเข้ากับนอตเกตตามลำดับ

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ exteen

posted on 20 Apr 2012 12:02 by 549500011

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก